SUPER KAMAGRA (ซุปเปอร์ คามากร้า)

super kamagra - ซุปเปอร์ คามากร้า - ชะลอการหลั่ง - ยาอึด - ยาทน - แตกไว - เสร็จไว

Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า) เป็นยาที่ดีที่สุด สำหรับช่วยเรื่องปัญหาหย่อนสมรรถภาพ และเติมเต็มรสชาติของเซกส์ ที่มาพร้อมตัวยา ที่ช่วยชะลอการหลั่งอย่างได้ผล เหมาะสำหรับท่านชายที่มีปัญหาหลั่งเร็วเกินไป ยา Kamagra (คามากร้า) เป็นอีกหนึ่งยา ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ Sidegra (ซิเดกร้า)

ส่วนประกอบสำคัญ ใน ยา Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า)

Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า) เป็นยาที่ใช้เพื่อ ช่วยอาการปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว และ ปัญหาเรื่องหลั่งเร็วพร้อมๆ กัน เพศชายที่มีปัญหาดังกล่าวสามารถใช้ยาได้ทุกวัย ลักษณะ เป็นเม็ดยาสีเขียว บรรจุในแผงฟอยล์บลิสเตอร์ แผงละ 4 เม็ด

Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า) ออกฤทธิ์ สองแอคชั่นในเม็ดเดียว โดยช่วยทั้งเรื่องการเเข็งตัวของอวัยวะเพศ และในขณะเดียวกัน ก็ช่วยชะลอการหลั่งด้วยเช่นกัน ให้คุณทำกิจกรรมได้ยาวนานขึ้น

ส่วนประกอบสำคัญ จะประกอบไปด้วย สองตัวยา Sildenafil และ dapoxetine 

ตัวยา Sildenafil ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของ โลหิต ไปยัง อวัยวะเพศ เพื่อช่วยให้แข็งตัวได้ดีขึ้น แข็งตัวได้นานขึ้น และการแข็งตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำคัญ : ศึกษาเพิ่มเติม จากผู้ใช้งานจริง เกี่ยวกับวิธีใช้ยาอย่างไรให้มีผลข้างเคยงน้อยที่สุด และเห็นผลดีที่สุด

วิธีใช้ Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า)

เช่นเดียวกันกับ การทานยา Sidegra (ซิเดกร้า) คือ ทานยาครั้งละ 1 เม็ด ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเซกส์ ควรทานยาขณะท้องว่าง เลี่ยงการใช้ยาร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ คาเฟอีน ในกรณีที่ต้องการเห็นผลสูงสุด เรื่องชะลอการหลั่ง แนะนำให้ :

  • ทานยาประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเซส์ เนื่องจากตัวยาชะลอการหลั่ง (Dapoxetine) จะใช้เวลานานกว่า ในการออกฤทธิ์

Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า) ออกฤทธิ์อย่างไร?

ส่วนประกอบสำคัญของ Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า) มีด้วยกันถึงสองตัวยา Sildenafil และ dapoxetine 

ยาจะเห็นผลก็ต่อเมื่อมีการกระตุ้นอารมณ์ หรือเล้าโลม โดยตัวยา Sildenafil จะเป็นยาที่ช่วยเรื่องหย่อนสมรรถาพทางเพศ ช่วยเรื่องการเเข็งตัว ส่วนตัวยา Dapoxetine จะช่วยเรื่องชะลอการหลั่ง

มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

เนื่องจากมี สองตัวยา เป็น ส่วนประกอบสำคัญ ผลข้างเคียงจึงต้องแยกออกเป็นสองส่วน ดังนี้:

หากพบอาการข้างเคียงรุนแรง ควรพบแพทย์ทันที

ไม่ควรใช้ยานี้ หากท่านมีอาการเหล่านี้ :

  • หากท่านแพ้ยา Sildenafil และ Dapoxetine อยู่
  • หากท่านใช้ยาอื่นๆ เป็นประจำอยู่ โดยเฉพาะยารักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือ ยารักษาอาการต่างๆ ด้านการทำงานของหัวใจ หากท่านใช้ยา หรืออาหารเสริมอยู่กรุณา ปรึกษาเภสัชของเราก่อนใช้ยา
  • หากท่านป่วยด้วยโรคหัวใจ และ หลอดเลือด อยู่
  • หากท่านป่วยด้วยโรค ตับแข็ง อยู่
  • หากท่านป่วยด้วยโรค ไตวาย อยู่
  • หากอวัยวะเพศของท่าน มีลักษณะผิดรูป
  • หากท่านป่วยด้วยโรค ลูคีเมีย อยู่
  • หากท่านป่วยด้วยโรค เอ็มเอ็ม อยู่ (Myeloma)
  • หากท่านป่วยด้วยโรค ลมบ้าหมู อยู่
  • หากท่านป่วยด้วยโรค พาร์กินสัน อยู่

รายการที่กล่าวมาเหล่านี้ ไม่ใช่คำเตือนฉบับเต็ม เนื่องจากยานี้ มีส่วนประกอบสำคัญ สองตัวยา ผลข้างเคียงจึงต้องแยกออกเป็นสองส่วน

ท่านสามารถเข้าอ่าน ผลข้างเคียง ฉบับเต็มของ ตัวยา Sildenafil ได้ที่นี่ และ

เข้าอ่าน ผลข้างเคียงฉบับเต็มของ ตัวย่ Dapoxetine ได้ที่นี่

ข้อเด่นของ Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า)

หลายคนเลือกใช้ Super Kamagra (ซุปเปอร์ คามากร้า) เนื่องจากประสิทธิภาพที่มากกว่า เมื่อเทียบกับยาตัวอื่นที่คล้ายกัน:

  • ด้วยประสิทธิภาพที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ส่วนใหญ่แล้ว ยาประเภทนี้มักจะมีตัวยา Sildenafil หรือไม่ก็ Tadalafil อย่างใด อย่างหนึ่งเท่านั้น โดยไม่มีตัวยาที่ช่วยชะลอการหลั่ง
  • ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย
  • ได้รับการยอมรับ จากผู้ใช้งานจริง ถึงประสิทธิภาพของยา

ตัวยา Dapoxetine ส่วนประกอบสำคัญตัวที่สอง ที่ช่วยชะลอการหลั่ง มันคืออะไร?

dapoxetine composition

Dapoxetine จัดอยู่ในกลุ่มยาประเภท SSRI ที่ออกฤทธิ์เร็ว โดยได้ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยชะลอการหลั่งโดยเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้ยาอาจเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ (เช่นสามารถควบคุมการหลั่งได้) โดยการให้ยาประมาณ 1-3 ชั่วโมงก่อนการมีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงผลข้างเคียงของยา ก็คล้ายตัวยาอื่นๆ ในกลุ่ม SSRI โดยตัวยา Dapoxetine ได้ผ่านการรับรองมาเเล้วในหลายๆ ประเทศ ยกเว้นประเทศสหรัฐ อเมริกา จากการศึกษาวิจัย ในเพศชายที่มีทั้งปัญหาเรื่องหลั่งเร็ว และอวัยวะเพศไม่แข็งตัว ซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาด้วย Phosphodiesterase กลุ่มที่ 5 (PDE5) พบว่า Dapoxetine ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และโดยรวมเเล้ว ร่างกายสามารถรับมือกับฤทธิ์ยาได้เป็นอย่างดี

ยาเสพติดเพื่อความบันเทิง

สำหรับ admin
Admin Login
ยาและสารเสพติดที่ใช้เพื่อความบันเทิง (Club Drugs)
กรกฎาคม 12th, 2012 | Author: admin
ยาและสารเสพติดที่ใช้เพื่อความบันเทิง (Club Drugs)

Club Drugs เป็นคำที่บัญญัติขึ้นโดยสถาบัน NIDA สหรัฐอเมริกา ในยุโรปเรียกว่า Party Drugs มีความหมายถึง ยาและสารเสพติดที่ใช้ในสถานบันเทิงที่มีการเต้นรำ ซึ่งประกอบด้วยยาเสพติดจำพวก ยาอี (ecstacy) ยาเค (ketamine) ยาแอลเอสดี (LSD) ยาโรฮิปนอล (rohypnol) เป็นต้น แต่สำหรับประเทศไทย กลุ่มยา Club Drugs ที่ใช้ประกอบด้วย ยาอี และยาเค เป็นส่วนใหญ่ และ อื่นๆที่พบมีใช้กันได้แก่ โคเคน (cocaine) ไอซ์ (ice) และซาแนกซ์ (xanax) ซึ่งมีความแตกต่างกับ Club Drugs ในต่างประเทศ

ยาอี หรือ เอ็กซ์ตาซี หรือ MDMA (Methylenedioxymethamphetamine) ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้เพื่อความบันเทิงอันดับหนึ่งทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย เป็นอนุพันธ์ของยาบ้า (methamphetamine) ซึ่งไม่มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์ ยาที่ขายจึงเป็นยาที่ลักลอบผลิตและจำหน่าย ยาอีจัดเป็นยากระตุ้นประสาทที่ทำให้ผู้เสพมีอาการหลอนประสาทร่วมด้วย เสพโดยการกิน เหตุผลที่ต้องการใช้ในสถานบันเทิงเนื่องจากเมื่อใช้ยาแล้วผู้เสพจะรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง มีอารมณ์ร่วม ช่วยในการสื่อสาร และเพิ่มความสามารถในการเข้าสังคมกับผู้อื่น จากการศึกษาพบว่าประเทศในแถบยุโรปและอเมริกาไม่มีผู้ติดยาอีเข้ามารับการบำบัดรักษาเพราะส่วนใหญ่เสพสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ในวันหยุดสุดสัปดาห์ในงานเลี้ยงที่มีการเต้นรำ แต่พฤติกรรมการเสพยาอีของวันรุ่นไทย นอกจากจะเสพยาอีในช่วงวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์แล้ว ยังมีการเสพในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่นงานวันเกิด งานฉลองอื่นๆ ผู้ใหญ่ในวัยทำงานบางคนเสพยาอีครั้งละ 2-4 เม็ด การเสพยาอีในปริมาณมากและเสพอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดภาวะติดยา บางรายมีอาการเบลอ เนื่องจากยามีผลต่อร่างกายและสมอง

ยาเค หรือเคตามีน จัดเป็นยาสลบ ทำให้เกิดภาวะร่างกาย และจิตใจแยกจากกัน เป็นยาที่ผลิตโดยถูกกฎหมายเพื่อใช้ในทางการแพทย์มาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว แต่ต่อมาในช่วงหลังพบว่ามีการนำมาใช้ในทางที่ผิด โดยใช้เพื่อความบันเทิงเพิ่มมากขึ้น และพบว่าการใช้ยาเคตามีนบ่อยๆ ทำให้เกิดการติดยาได้ จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยมีการควบคุมการใช้เข้มงวดขึ้น แต่เนื่องจากยังไม่มีการควบคุมระหว่างประเทศ จึงทำให้ยาจากประเทศที่ยังไม่มีการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดถูกนำมาลักลอบขายในประเทศไทย ในอดีตการเสพยาเคจะต้องนำเคตามีนที่เป็นยาที่จำหน่ายในรูปยาน้ำใสสำหรับฉีด มาใส่จาน และกลายเป็นไอ เพื่อสูดเข้าจมูก ต่อมาพัฒนาวิธีเสพโดยนำน้ำยาเคตามีนมาอบให้แห้งเป็นผงสีขาว ใช้สูดเข้าจมูก ปัจจุบันมีการผลิตยาเคในรูปผงสำเร็จรูปมาจำหน่าย ส่วนใหญ่ผู้เสพนิยมเสพคู่กับยาอี จะออกฤทธิ์ทำให้รู้สึกเมายามากขึ้น ผู้เสพจะมีอาการผิดปกติคือหัวใจเต้นเร็ว ดวามดันโลหิตสูง สูญเสียความทรงจำ ควบคุมตัวเองไม่ได้ ประสาทหลอน

โคเคน ในต่างประเทศไม่จัดว่าโคเคนเป็น club drug แต่ประเทศไทยนิยมเสพโคเคนในสถานบันเทิงเป็นหลัก โคเคนมีใช้ในทางการแพทย์เป็นยาชาเฉพาะที่ (local anesthetic) การเสพโคเคนโดยวิธีสูดทางจมูกจะทำให้มีเลือดกำเดาออก และหากใช้ต่อไปจะทำให้ผนังจมูกทะลุ ผู้เสพจึงต้องหยุดเสพเป็นพักๆ เพื่อรักษาตัว อันตรายจากการเสพโคเคนดังกล่าวจึงทำให้มีการเปลี่ยนวิธีเสพโดยการนำโคเคนไปละลายน้ำแล้วเติมแอมโมเนีย จากนั้นเติมอีเทอร์ลงไปจะได้ตะกอนขาวหรือฟรีเบสแยกตัวออกมา นำมาเสพโดยวิธีสูบควัน แต่ถ้าหากฟรีเบสนั้นไม่แห้งสนิทจากการตกตะกอนในอีเทอร์ เมื่อนำมาเผาไฟเพื่อสูบควันก็อาจเกิดเปลวไฟขึ้นมาใส่หน้าผู้สูบได้ วิธีนี้จึงถูกแทนที่ด้วยการนำโคเคนมาละลายกับผงฟู แล้วต้มให้เดือดจะได้ผลึกโคเคนที่เรียกว่าแคร็ก ใช้สูบเช่นกัน การสูบผลึกโคเคนจะมีฤทธิ์รุนแรงกว่าและเข้าสมองได้ในเวลาเพียง 2-3 วินาที รวมทั้งมีฤทธิ์ทำให้เกิดการติดอย่างรุนแรง พฤติกรรมของผู้เสพโคเคนที่พบทั่วไปคือนิยมเสพโคเคนผง ในห้องน้ำของสถานบันเทิง ต่อมาเปลี่ยนแปลงไปนัดหมายกันไปเสพตามบ้าน การเสพจะเสพต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ๆ จากนั้นจะหยุดพักระยะหนึ่งก่อนไปเสพใหม่ บางรายที่เสพมากเกินไปอาจชัก เกร็ง เลือดออกในสมอง และหัวใจวายได้ADVERTISEMENTAD

ไอซ์ หรือ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ในรูปผลึกใส เป็นเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์ ในต่างประเทศไม่จัดอยู่ในกลุ่ม club drugs เนื่องจากการเสพจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ทำให้พกติดตัวไปยังสถานที่เต้นรำได้ลำบาก แต่เหตุที่ไทยจัดให้ไอซ์อยู่ในกลุ่ม club drugs เพราะคนนิยมเสพหลังจากเที่ยวสถานบันเทิงแล้วโดยไปเสพต่อตามบ้าน โดยเสพอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์เหมือนโคเคน

ไอซ์เมื่อโดนความร้อนจะระเหิด คือเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นไอ ดังนั้นจึงถูกนำไปเสพโดยการนำไปทำให้กลายเป็นไอแล้วสูดไอเข้าปอดเป็นส่วนใหญ่ เมทแอมเฟตามีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างรุนแรง เมื่อเข้าสู่ร่างการแล้วจะไปทำให้เกิดภาวะตื่นตัว และมีพละกำลังมากกว่าปกติ มือจะสั่น หัวใจเต้นแรง มีความดันเลือดสูง อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น หากเสพเข้าไปปริมาณมากอุณหภูมิร่างกายจะสูงเกิน40 องศาเซลเซียสผู้เสพอาจมีอาการชักเหมือนคนเป็นโรคลมบ้าหมู จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ผู้เสพอาจจะถึงกับสลบหมดสติ หรือเสียชีวิตได้

ซาแนกซ์ (XANAXÒ) หรือ ที่มีชื่อสามัญว่าอัลปราโซแลม (alprazolam) เป็นยากล่อมประสาทที่เข้ามามีบทบาทในกลุ่มยาเสพติด club drugs พบว่าการใช้ยาอีและยาเคจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทมากจนเกิดความรู้สึกไม่สบาย นอนไม่หลับ ทำให้ต้องใช้ยากล่อมประสาทเพื่อลดแรงกระตุ้น ช่วยให้รู้สึกสบายใจ และสามารถนอนหลับ เพื่อจะตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวันที่ปกติ เช่นเรียนหนังสือ หรือทำงานได้ ดังนั้นผู้เสพยาอีและผู้เสพยาเคส่วนใหญ่จึงนิยมเสพยาอีและยาเคคู่กับยาซาแนกซ์ แต่ปัญหาที่พบคือหลังจากที่ใช้ยาซาแนกซ์ไประยะหนึ่ง จะทำให้ผู้เสพเกิดความหมกมุ่นอยู่กับยาเสพติด และนำไปสู่ภาวะเสพติดคือผู้เสพจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิต จะละเว้นการทำกิจวัตรประจะวันที่ควรทำหรือจำเป็นต้องทำ

อันตรายอื่นที่นอกเหนือจากติดยา

การใช้ยาเสพติดจำพวก club drugs มีเป้าหมายเพื่อความสนุกสนานบันเทิงเป็นหลัก แต่จากการเสพมีข้อเท็จจริงปรากฎว่าหลังจากการเสพยาอีจะทำให้ไม่มีสติควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญและน่าเป็นห่วงมากเนื่องจากจำนวนหญิงที่เสพยาอีจนขาดสติและมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าหรือถูกแอบถ่ายรูปขณะมีเพศสัมพันธ์มีจำนวนมากขึ้น การจัดปาร์ตี้ยาอีนิยมจัดในห้องเล็กๆ มีแสงสลัวๆ โดยจะมีการเปิดวิดีโอเป็นภาพสามมิติให้ผู้เสพยาอีดูเพื่อให้เกิดจินตนาการ ส่วนใหญ่จะเริ่มเสพยาอีก่อน จากนั้นจึงเสพยาเคและมีอาการเหวอ คือครองสติไม่อยู่ ควบคุมตัวเองไม่ได้ สังเกตจากจังหวะการเดินที่ผิดปกติไป เช่นนิยมก้าวข้ามบันได สิ่งที่พบอีกอย่างคือ การเสพไอซ์จะทำให้ผู้เสพมีความต้องการทางเพศสูงทั้งหญิงและชาย

อันตรายที่พบอีกประการหนึ่งคือยาเสพติดกับโรคเอดส์นั้นมีความสัมพันธ์กัน โดยพบว่า หลังจากเสพยามักมีกิจกรรมทางเพศ ทั้งที่แม้ว่าจะมีการป้องกันการติดโรคจากเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัย แต่พบว่าร้อยละ 95 ของผู้เสพยาที่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันด้วย

 บทลงโทษตามกฏหมาย

1. ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาอี และไอซ์ ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง

หากเสพ มีโทษจำคุก 6 เดือน – 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ มีโทษ จำคุก 1-5 ปี หรือปรับ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาทหรือทั้งจำและปรับ

ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ให้ผู้อื่นเสพ มีโทษจำคุก 1-10 ปี และปรับ 100,000 ถึง 1,100,000 บาท ถ้ากระทำโดยมีอาวุธ หรือร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำคุก 2-15 ปี และปรับ 200,000 บาท ถึง 1,500,000 บาท ถ้ากระทำต่อหญิงหรือผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญาหรือเพื่อประโยชน์แก่ตนองและผู้อื่นในการกระทำความผิดอาญา จำคุก 3 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 300,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท

จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 375 มิลลิกรัม หรือจำนวนหน่วยการใช้ ไม่เกิน 15 หน่วยการใช้ (เช่น มียาไม่เกิน 15 เม็ด) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี – 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 – 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 375 มิลลิกรัม หรือจำนวนหน่วยการใช้ 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือ1.5 กรัมขึ้นไป มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี – ตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 400,000 – 5,000,000 บาท คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน20 กรัมขึ้นไป มีโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้าน – ห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต

ผลิต นำเข้า ส่งออก เพื่อจำหน่าย มีโทษประหารชีวิต

2. ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับโคเคน ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งมีที่ใช้ในทางการแพทย์

หากเสพ มีโทษจำคุก 6 เดือน – 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ มีโทษ จำคุก 1-5 ปี หรือปรับ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท

หรือทั้งจำและปรับ

จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน100 กรัม

มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี – 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 60,000 – 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่า100 กรัมจำคุก 5 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 – 5,000,000 บาท

3. ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเค ซึ่งจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2

หากเสพ มีโทษจำคุก 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวง หรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาท – 200,000 บาท

ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท – 400,000 บาท

4. ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาซาแนกซ์ หรืออัลปราโซแลม ซึ่งจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4

จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวง หรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาท – 200,000 บาท

ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

จากอันตรายที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า club drugs เป็นกลุ่มยาที่ต้องเฝ้าระวัง จากงานวิจัยที่ทำในจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือพบว่า กลุ่มผู้เสพทุกคนทราบดีว่ายาอีเป็นยาที่มีโทษ แต่ความท้าทาย ความสนุก การติดอยู่ในอารมณ์สนุกสนาน ทำให้ผู้เสพไม่สนใจเรื่องผลกระทบที่มีต่อร่างกายในอนาคต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรณรงค์ให้ความรู้เรื่อง club drugs แก่สาธารณชน รวมทั้งต้องรณรงค์ให้ผู้เสพเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อยาเสพติด เนื่องจากผู้เสพยาส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อยาเสพติดโดยหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นยาที่เสพแล้วไม่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการเสพติด

เอกสารอ้างอิง

1.รายงานการประชุมวิชาการ เรื่อง ยาและสารเสพติดที่ใช้เพื่อความบันเทิง : 9 มีนาคม 2547 โดยศูนย์วิชาการด้านยาเสพติด สำนักพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม
2.วิโรจน์ สุ่มใหญ่. ยาบ้ามหันตภัยข้ามสหัสวรรษ กรุงเทพ ฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดธีระการพิมพ์, 2543

กลุ่มวิจัยและพัฒนา กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ธันวาคม 2547

ยาเสพติดเพื่อความบันเทิง

PartyPillsForum.com

Hipmunk เปิดตัวการค้นหาโรงแรมตาม“ Ecstasy” และแผนที่ความร้อนที่เป็นประโยชน์

นช่วงฤดูร้อนนี้ Adam Goldstein และ MIT ผู้ร่วมก่อตั้ง Steve Huffman ผู้ร่วมก่อตั้ง Reddit ได้จุดประกายประสบการณ์การเดินทางด้วยเครื่องมือค้นหาเที่ยวบิน Hipmunk ที่เรียบง่ายและใช้งานง่าย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้สัมภาษณ์ Danilo Campos“ mobile mobile” ของ Hipmunk เกี่ยวกับแอพ iPhone ใหม่ที่นำเสนอนักเดินทางด้วยอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายเพื่อแสดงภาพตัวเลือกเที่ยวบินตาม “Agony” ซึ่งปัจจัยด้านราคาระยะเวลา

วันนี้ Hipmunk เปิดตัวการจู่โจมเข้าสู่การค้นหาโรงแรมให้ความคุ้มครองทั่วโลกด้วยที่พักแสน มันดึงโรงแรมจากเว็บไซต์ขนาดใหญ่เช่น HotelsCombined, Orbitz และ GetaRoom รวมถึงสะโพก AirBnB ทางเลือกของโรงแรม บทวิจารณ์ของโรงแรมถูกดึงเข้ามาจาก Yelp ด้วยเหตุนี้ความคุ้มครองที่ดีที่สุดของ Hipmunk จึงอยู่ในสหรัฐอเมริกาแคนาดาและยุโรปตะวันตก

เช่นเดียวกับตัวกรองการค้นหา “Agony” ที่ชาญฉลาดสำหรับเที่ยวบินตัวกรองการค้นหาโรงแรมที่เป็นค่าเริ่มต้นของ Hipmunk คือ “Ecstasy” โดยอ้างอิงจากคุณภาพราคาและความคิดเห็น ผู้ใช้สามารถเลือกตัวกรองเพิ่มเติมเช่นราคาสิ่งอำนวยความสะดวกและโซ่

“ เมื่อเลือกความปีติยินดีเราคิดถึงวิธีที่ผู้คนค้นหาการเดินทาง หากเป็นเที่ยวบินพวกเขาต้องการให้พาพวกเขาไปยังจุดหมายปลายทางและไม่ว่าพวกเขาจะบินไปทั่วโลกหรือประเทศที่พวกเขาไม่ได้ใช้เวลามากกว่า 10 ชั่วโมงบนเครื่องบิน แต่ถ้าพวกเขาเดินทางไปทำธุรกิจพวกเขาอาจใช้เวลา 10 เท่าในห้องพักในโรงแรม ดังนั้นผู้คนจึงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและคุณภาพมากกว่า ในแง่นี้เราคิดว่าความปลาบปลื้มยินดีสำหรับโรงแรมที่ชื่นชมความเจ็บปวดจากการค้นหาเที่ยวบิน

– Adam Goldstein ผู้ร่วมก่อตั้ง Hipmunk

สำหรับที่พักที่มีในสัปดาห์นี้ในนิวยอร์กซิตี้ฉันนับจำนวน 10 เชนที่มีผลลัพธ์หลายรายการผลการค้นหาที่ไม่รวม 12 รายการและผลลัพธ์ AirBnB หนึ่งรายการตั้งแต่ $ 26 ถึง $ 803 ต่อคืน Goldstein กล่าวว่า Hipmunk ให้บริการเกือบทุกเครือโรงแรมขนาดใหญ่ คุณอาจสังเกตเห็นว่าการค้นหาโรงแรมช้ากว่าการค้นหาเที่ยวบินของ Hipmunk สักเล็กน้อยซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะมีแหล่งข้อมูลสำหรับโรงแรมมากกว่าเที่ยวบิน

เมื่อการค้นหาเที่ยวบินของ Hipmunk เปิดตัวผู้ใช้จะถูกนำไปยัง Orbitz เพื่อซื้อตั๋ว ตอนนี้ลูกค้าสามารถซื้อตั๋วได้โดยตรงจากอเมริกา Delta, JetBue, AirFrance และ KLM ในทำนองเดียวกันการค้นหาโรงแรมของ Hipmunk จะส่งลูกค้าไปยัง HotelsCombined แต่พวกเขาวางแผนที่จะขยายไปสู่การจองโรงแรมโดยตรงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “ เราต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์การค้นหาโรงแรมของเราออกมาที่นั่นเพื่อให้กลุ่มโรงแรมและแบรนด์ใหญ่ ๆ ได้เห็นเราก่อนจากนั้นเราจะไปหาพวกเขาพร้อมกับกรณีศึกษาทางธุรกิจ” Goldstein

หนึ่งในคุณสมบัติใหม่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการค้นหาโรงแรมที่ทันสมัยของ Hipmunk คือ Heat Maps ซึ่งแสดงพื้นที่ของผู้ใช้ในเมืองโดยอ้างอิงจากรอง, ชีวิตกลางคืน, ช็อปปิ้ง, การท่องเที่ยวและอาหาร สำหรับข้อมูลนี้ Hipmunk จะดึงข้อมูลการท่องเที่ยวที่รวบรวมจากบริการสาธารณะเช่น Wikipedia และ SimpleGeo ในพื้นที่ Bay

ด้านล่างนี้เป็นแผนที่ความร้อนยามค่ำคืนของเมืองนิวยอร์ก

Image

มันเป็นสิ่งที่ผู้คนถามกันมา ประการแรกเรารู้สึกว่ามีข้อบกพร่องที่โดดเด่นได้รับการแก้ไขในเที่ยวบินและเราได้รับข้อตกลงสายการบินโดยตรง เรารู้สึกว่าเราสามารถนำผู้คนเข้ามาในเว็บไซต์ได้มากขึ้นด้วยประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบเพราะคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักธุรกิจที่กำลังมองหาโรงแรมและเที่ยวบิน อดัมโกลด์สตีน

สำหรับการค้นหาเที่ยวบิน Hipmunk เริ่มต้นด้วยวิธีการหนึ่งเที่ยวและไปกลับจากนั้นจึงเพิ่มการเดินทางหลายเมือง ด้วยโรงแรมพวกเขาเริ่มต้นด้วยการเช่าที่พักตากอากาศและจะแสดงบริบทของสนามบินและการวางซ้อนข้อมูลที่ชาญฉลาดและเป็นประโยชน์เช่นตัวเลือกการเดินทางจากสนามบินไปยังโรงแรม Goldstein หวังว่าในอนาคตพวกเขาจะสามารถกำจัดแรงเสียดทานทั้งหมดเข้าด้วยกัน

“ สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นที่สุดเกี่ยวกับการค้นหาโรงแรมคือเราให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก เราไม่กลัวที่จะเหยียบนิ้วเท้าของทุกคน เรายินดีที่จะแสดงให้คุณเห็นว่าเมืองไหนน่าเบื่อ นั่นหมายความว่าโรงแรมครึ่งหนึ่งกำลังจะสูญเสียธุรกิจ ในขณะที่ไซต์อื่น ๆ จำนวนมากอาจมีความทึบแสงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เนื่องจากมีข้อตกลงกับโรงแรม เราไม่ได้ทำเช่นนั้นซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้บริโภค เราไม่ยอมรับการชำระเงินสำหรับตำแหน่งบนเว็บไซต์ของเราซึ่งเป็นหนึ่งในการกระทำที่ร้ายแรงที่สุดที่เว็บไซต์อื่น ๆ ทำ เราคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ Hipmunk นั้นเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรมากกว่า”

MDMA หรือยาอี

MDMA หรือยาอี

ยาอี จัดเป็นยาเสพติดสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้เสพเกิดความรู้สึกทางเพศ รวมถึงรู้สึกมีความสุขมากกว่าเดิม แต่ขณะเดียวกันมันก็จัดเป็นยาเสพติดชนิดรุนแรงที่ให้โทษถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

หรือถึงแม้ผู้เสพจะไม่เสียชีวิต ยาอีก็ส่งผลกระทบทำให้ผู้เสพมีความผิดปกติทางสุขภาพได้มากมาย

ความหมายของยาอี

ยาอี (Ecstasy) หรือยาเอ็กซ์ตาซี คือ เป็นยาเสพติดสังเคราะห์ที่แต่เดิมผลิตขึ้นมาเพื่อรักษาโรคอ้วน และโรคนอนหลับผิดปกติ แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกการใช้เป็นยารักษาแล้ว และกลายเป็นยาเสพติดในรูปของยาผง ยาเม็ดเม็ด หรือยาแคปซูล

ยาอีได้รับฉายาอีกอย่างว่า “ยาแห่งความรัก” หรือ “ยาเลิฟ” เนื่องจากสามารถออกฤทธิ์ทำให้ผู้เสพรู้สึกได้รับความรักใคร่ หรือความอบอุ่นอย่างไม่มีที่มาที่ไป อีกทั้งเป็นยาที่กระตุ้นทำให้ผู้เสพอยากบอกความในใจออกมาทุกอย่าง

ผู้เสพยาอีมักเสพยาตัวนี้เพื่อให้เกิดความรู้สึกทางเพศมากขึ้น รวมถึงทำให้รู้สึกมีกำลังวังชา ตื่นตัวขยันขันแข็งมากกว่าเดิม ผู้ที่กำลังเศร้า หรือเครียดยังมักเสพยาอีเพื่อให้ตนเองรู้สึกมีความสุข และสนุกสนานมากกว่าเดิมด้วย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาอี

ยาอีจะออกฤทธิ์ส่งผลต่อสารเคมีในสมองภายใน 30 นาทีหลังเสพยา ผู้เสพจะรู้สึกเมายาไปเป็นระยะเวลาประมาณ 3-6 ชั่วโมง ซึ่งถึงแม้ยาอีจะออกฤทธิ์สร้างความสุข และทำให้เกิดกำลังวังชา แต่ก็ทำให้เกิดโทษมากมายต่อร่างกาย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาอีจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ผลข้างเคียงระยะสั้น และผลข้างเคียงระยะยาว

ผลข้างเคียงระยะสั้นของยาอี

ยาอีจะส่งผลข้างเคียงต่อสารเคมี 2 ชนิดภายในสมอง ได้แก่ สารเซโรโทนิน (Serotonin) และสารนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ทำให้ผู้เสพรู้สึกเคลิบเคลิ้ม มีความสุข แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด และก้าวร้าว

สำหรับผลข้างเคียงระยะสั้นของยาอีที่มีต่อร่างกาย ได้แก่

  • กัด หรือขบฟันบ่อยผิดปกติ
  • กล้ามเนื้อตึง และเกร็งกล้ามเนื้ออย่างควบคุมไม่ได้
  • คลื่นไส้
  • ตาลาย
  • การมองเห็นแย่ลง
  • วิงเวียนศีรษะ หรือเป็นลม
  • รู้สึกหวาดระแวง วิตกกังวลหนัก
  • ความดันโลหิตสูง
  • จังหวะหัวใจเต้นผิดปกติ
  • อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น หรือเรียกว่า “ภาวะตัวร้อนเกิน (Hyperthermia)”
  • ปัสสาวะม่วง

ผลข้างเคียงระยะยาวของยาอี

ผลข้างเคียงระยะยาวจากการเสพยาอีนั้นมีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยผู้เสพยาจะต้องการยาในปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อติดยา ซึ่งฤทธิ์ของยาอีจะส่งผลกระทบมากต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้ความดันโลหิตสูง จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ และทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้

นอกจากนี้การเสพยาอียังส่งผลการทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกายอีก เช่น

  • ความจำเสื่อม
  • นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • เกิดภาวะซึมเศร้า
  • คลุ้มคลั่ง ก้าวร้าวกว่าเดิม
  • เกิดอาการวิตกกังวล
  • ปวดศีรษะ
  • ทารกในครรภ์อาจมีอวัยวะผิดปกติ

ผู้เสพยาบางรายอาจมีอาการเมาค้างหลังจากยาหมดฤทธิ์แล้ว โดยจะมีอาการซึมเศร้า หดหู่ นอนไม่หลับ เจ็บปวดตามกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร และสุดท้ายเมื่อเสพยาเกินขนาด ผู้เสพจะเกิดอาการประสาทหลอน ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะไตวาย มีอาการชัก และเสียชีวิตในที่สุด

ยาอีจัดเป็นยาเสพติดราคาแพง ผู้ผลิตยาจึงอาจผสมสารเสพติดชนิดอื่นๆ ลงไปในเม็ดยาเพื่อให้ยาราคาถูกมากขึ้น เช่น ยาเค เฮโรอีน ซึ่งจะยิ่งทำให้ฤทธิ์ยารุนแรง และเป็นอันตรายต่อร่างกายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

การบำบัดผู้เสพยาอี

  1. การบำบัดโดยการถอนพิษยา เป็นการบำบัดยาเสพติดในช่วงที่ผู้ป่วยเสพยาเกินขนาด หรือเมายาอย่างหนัก แพทย์จะมีการจ่ายยาเพื่อรักษาอาการที่เกิดจากการเสพยา เช่น อาการคลุ้มคลั่ง นอกจากนี้ยังอาจให้ผู้เสพอาบน้ำเย็นจัด ดื่มน้ำผลไม้ เพื่อให้รู้สึกสบายใจ และสบายตัวมากขึ้น
  2. การบำบัดโดยการรักษาอาการกระหายยา แพทย์จะจ่ายยากระตุ้นสารโดปามีน ซึ่งเป็นสารควบคุมอารมณ์ และความรู้สึก ทำให้ผู้เสพอยากยาน้อยลง
  3. การบำบัดโดยการป้องกันการติดยาซ้ำ เป็นการบำบัดทางพฤติกรรม และให้คำแนะนำกับผู้ที่เสพติดยาอีไม่ให้กลับไปเสพยาอีก รวมถึงฝึกการรับมือสถานการณ์ที่เสี่ยงนำไปสู่การเสพยาอีกครั้ง
  4. การบำบัดโดยการรักษาโรคจิต เป็นการบำบัดสำหรับผู้เสพที่มีภาวะทางจิตเวชจนทำให้ติดยา เช่น ภาวะ หรือโรคซึมเศร้า
  5. การบำบัดโดยแก้ไขสิ่งแวดล้อม เป็นการบำบัดโดยต้องขอความร่วมมือคนใกล้ชิด และคนในครอบครัวผู้เสพ เพื่อให้สภาพแวดล้อมรอบตัวผู้เสพเกิดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้เสพไม่ให้อยากกลับไปเสพยาอีก

ยาอีกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ซึ่งเป็นยาเสพติดที่ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์แต่อย่างใด และมีโทษร้ายแรงต่อร่างกาย ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดประเภทนี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากมีการผลิต นำเข้า ส่งออกเพื่อจำหน่ายยาเสพติดประเภทที่ 1 จะต้องโทษถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 5,000,000 บาท หรืออาจต้องโทษประหารชีวิต

ยาอีเป็นยาเสพติดที่ถูกผลิตขึ้นในห้องแล็ป หรือสถานที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งเป็นยาที่เรียกได้หลายชื่อ คุณจึงอาจถูกหลอกให้เสพยาโดยผู้ที่ชักชวนอาจเรียกชื่อยาอีเป็นยาชื่ออื่นที่ฟังดูน่าเชื่อถือก็ได้

ทางที่ดีหากมีใครชักชวนให้คุณเสพยาเสพติดไม่ว่าจะเป็นชื่อใดก็ตาม ให้คุณหลีกเลี่ยงปฏิเสธโดยเด็ดขาด เพราะการทดลองเสพยาเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่การติดยาซึ่งยากจะถอนตัว และทำให้คุณต้องทุกข์ทรมานกับสุขภาพที่ทรุดโทรมลง รวมถึงอาจต้องใช้เวลาอีกนานจึงจะเลิกยาสำเร็จได้


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี (Ecstasy)

ยาอีและยาเลิฟเป็นอนุพันธ์ของกลุ่มยาบ้า (amphetamines)

          ชื่อเรียกตามกระแสนิยม เช่น ยาเลิฟ (Love drug หรือ Love Pills) ยากอด (Hug Pills) ยาหัวส่าย
          ชื่อยาอี ย่อจาก “เอ็กสตาซี่” (ecstasy) ยานี้เป็นอนุพันธ์ของ methamphetamine หรือย่อคือ MDMA จัดเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
ลักษณะ 

        ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นเม็ด กลมแบน ผิวเรียบและมีสัญลักษณ์บนเม็ดยา เช่นกระต่าย,ค้างคาว,นก,P.T.ฯลฯ

การเสพยาอี

        เป็นยาที่แพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวกลางคืน เสพโดยการรับประทานเป็นเม็ด และมักเสพร่วมกับการดื่มสุรา ออกฤทธิ์ภายใน เวลา 45 นาทีและฤทธิ์ยาอยู่ในร่างกายนานประมาณ 6-8 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดภายในเวลา 1-5 ชั่วโมง จะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายทางปัสสาวะโดยที่ภาวะความเป็นกรดของปัสสาวะช่วยเร่งการขับถ่ายออกให้ได้เร็วขึ้น โดยปกติยาอีและยาเลิฟจะถูกกำจัดออกจากร่างกายได้หมดภายใน 1 ถึง 2 วัน
ผลของยาเลิฟต่อร่างกาย

         ในระยะนี้อาการก้าวร้าวจะลดน้อยลง ความหุนหันพลันแล่นจะลดลงด้วย นอกจากนั้น ยังรู้สึกกระสับกระส่ายทางจิตใจเล็กน้อย และความต้องการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา ผู้เสพจึงนิยมการเต้นรำมาก เพราะเป็นการตอบสนองต่ออาการของยาได้เป็นอย่างดี ระยะนี้ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ในช่วงนี้ผู้เสพมักมีความต้องการทางเพศสูงขึ้น แต่สมรรถภาพการร่วมเพศกลับลดลง
         บางคนอาจจะมีผลข้างเคียงของยา คือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อกรามเกร็งตัวทำให้ปวดกรามมาก บดฟันตนเอง สายตาพร่า เหงื่อไหลและมีอาการร้อนวูบวาบไปตามตัว ปวดศีรษะ ตากระตุก อาการข้างเคียงนี้อยู่นานถึง 24 ชั่วโมง
การตรวจวินิจฉัย

           จากตรวจปัสสาวะเป็นหลัก คือตรวจหา amphetamine นั่นเอง
         แต่ amphetamine จากยาอีและยาเลิฟมีขนาดน้อยกว่าที่พบในยาบ้าและสามารถตรวจพบได้ 2-3 วันหลังการเสพ
         แต่ถ้าใช้ตรวจจากเส้นผม จะสามารถตรวจพบได้นานถึง 3 เดือนหลังเสพ
การรักษา

      1. การถอนพิษยา 

          เป็นการรักษาช่วงเมายา หรือเสพยาเกินขนาด รักษาตามอาการ เช่น มีอาการกระสับกระส่าย หรือหวาดผวา ให้ยาพวก benzodiazepines หรือมีอาการอาละวาด หรือมีอาการโรคจิต ก็อาจใช้ยาจำพวกยารักษาโรคจิต การทำให้ปัสสาวะมีภาวะความเป็นกรดมากขึ้น จะเร่งขับถ่ายยาอี และยาเลิฟให้ออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น ทำให้ระยะเมาหรือระยะยาเป็นพิษลดสั้นลง โดยการให้วิตามินซีเป็นจำนวน และให้ดื่มน้ำผลไม้เป็นจำนวนมาก การให้อาบน้ำเย็นจัด หรือการให้เดินไปเดินมาจะเป็นการช่วยให้ผู้เมายามีความรู้สึกสบายขึ้นได้

    2. การรักษาการกระหายยา อาจใช้ยาจำพวกที่กระตุ้น dopamine

    3. การป้องกันการติดยาซ้ำ ต้องให้คำแนะนำให้ผู้เสพ เพื่อหลบเลี่ยงสถานการณ์ ที่จะนำไปสู่การเสพยาอีก

    4. การรักษาโรคจิต  อาจมีก่อนติดยา หรือเป็นผลแทรกซ้อน พบบ่อยคือโรคซึมเศร้า 

    5. การแก้ไขสิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์ภายในครอบครัว รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มีความสำคัญในการรักษา

ยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี (Ecstasy)

ยาเสพติดยาบ้ายาอี

เป็นสารสังเคราะห์ ที่ออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นประสาท (amphetamine – like) และหลอนประสาท (LSD – like) ยาอี/ยาเลิฟจึงถือว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของยาไอซ์/ยาบ้าปัจจุบันยาอี/ยาเลิฟเป็นยาเสพติดที่กำลังแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น สาเหตุหลักน่าจะมาจากความเข้าใจผิดที่ว่าเป็นยาที่ให้โทษต่อร่างกายน้อยกว่ายาไอซ์/ยาบ้า ยาอี (Ecstasy) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ 3,4 methylenedioxy methamphetamine หรือ MDMA ส่วนยาเลิฟ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ 3,4-Methylenedioxy amphetamine หรือ MDA ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า (Methamphetamine/Amphetamine)แต่มีฤทธิ์ที่รุนแรงกว่าประมาณ 10 เท่า โดยออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท และ ทำลายเซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับความคิดและความจำเช่นเดียวกัน สารที่ออกฤทธิ์หลอนประสาท (Psychedelic drugs) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ LSD-like , Amphetamine-like และ Mixed โดย Ecstasy ถูกจัดเป็นแบบที่ 3 คือมีฤทธิ์ผสมกันระหว่าง LSD และ Amphetamine (พวกลูกผสม)ยาอี หรือยาเลิฟ จะมาในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล ลักษณะทั่วไปของยาอี คือจะมีเม็ดกลมแบน ด้านหนึ่งนูนหรือเรียบ หรือมีขีดแบ่งครึ่ง อีกด้านหนึ่งพิมพ์รูปภาพ หรืออักษรต่างๆ เช่นรูปดอกไม้ ผีเสื้อ การ์ตูน หรือเป็นตัวอักษรเช่น Adam, Love เป็นต้น แต่ก็มียาอีอีกประเภทที่เรียกกันว่า “”molly”” ซึ่งเป็นยาอีในรูปผลึกใสหรือเป็นผง ประโยชน์ทางการแพทย์ ยาอี (MDMA)นั้นสามารถใช้ในการรักษาจิตบำบัดได้MDMA ยังสามารถใช้สนับสนุนในการรักษาอาการหวาดกลัวและใช้รักษาผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยในความเป็นจริงแล้ว นักจิตบำบัดหลายคนเช่น Leo Zeff, Claudio Naranjo, George Greer, Joseph Downing, and Philip Wolfsonได้ใช้ MDMA ในขั้นตอนการบำบัดรักษา จนกระทั่งต้องหยุดใช้ไปเมื่อมันกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย George Greer สังเคราะห์ MDMA ขึ้นในแล็บ และได้ใช้มันในการรักษาคนไข้ของเขาในช่วงปี 1985 (พ.ศ.2528) ในชื่อการศึกษาว่า MDMA’s Schedule Iและมีรายงานผลของการรักษาคนไข้ใน MDMA’s Schedule I พบว่าสามารถช่วยให้อาการป่วยทางจิตดีขึ้นได้ ทำให้ผู้ป่วยสามารถติดต่อสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีขึ้นและยังสามารถช่วยลดอาการปวดของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และทำให้เขามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในช่วงสุดท้ายของชีวิตตน ต่อมาในการศึกษา Schedule II (phase-II) พบว่าผู้ป่วยที่มีอาการเครียดซึ่งเกิดขึ้นหลังเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญหรือวิกฤติการณ์ต่างๆในชีวิต ทำให้มีอาการหวาดกลัว/หวาดผวาเมื่อได้รับการรักษาด้วย MDMA พบว่ามีอาการดีขึ้นและไม่มีอาการอาละวาดหรือทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นขณะรักษา รวมทั้งยังใช้ได้ผลกับการรักษาผู้ป่วยทางจิตในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลนอกจากนั้น MDMA ในขนาดต่ำๆ ยังช่วยใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำสมาธิของพระในศาสนาพุทธบางรูปด้วย NOTE: การใช้ยาอีหรือ MDMA ในการรักษาทางการแพทย์นั้นจะใช้สารสังเคราะห์ที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ที่คงที่และเหมาะสมตามการควบคุมของแพทย์แต่การใช้ในทางที่ผิดหรือซื้อยาในตลาดมืดนั้นยาแต่ละเม็ดจะมีปริมาณสารออกฤทธิ์ไม่เท่ากันและออกฤทธิ์ไม่คงที่ 

ยาเสพติดยาบ้ายาอียาอี

สถาบันบำบัดและฟื้นฟูฯ เตือนนักเที่ยวกลางคืน เสพยาอี 1-2 ครั้ง เสี่ยงทำลายเซลล์สมอง-เสียชีวิตได้

สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ เตือนภัยกลุ่มนักเที่ยวกลางคืนที่นิยมเสพยาอีว่า มีอันตรายร้ายแรง แม้เสพเพียง 1-2 ครั้ง เนื่องจากอาจทำลายระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้ติดเชื้อทำลายเซลล์สมอง ช็อก และเสียชีวิตได้

เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ยาอี, ยาเลิฟ, เอ็กสตาซี (Ecstasy) เป็นยาเสพติดกลุ่มเดียวกัน จะแตกต่างกันบ้างในด้านโครงสร้างทางเคมี มีทั้งที่เป็นแคปซูลและเป็นเม็ดยาสีต่างๆ แต่ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบน และมีสัญลักษณ์บนเม็ดยาเป็นรูปต่างๆ เช่น กระต่าย ค้างคาว นก ดวงอาทิตย์ เป็นต้น พบแพร่ระบาดมากในกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมเที่ยวกลางคืน เมื่อเสพยาอีเข้าสู่ร่างกาย จะออกฤทธิ์ภายในเวลา 45 นาที และฤทธิ์ของยาจะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6-8 ชั่วโมง โดยออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นจะหลอนประสาทอย่างรุนแรง ผู้เสพจะรู้สึกร้อน เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง การได้ยินเสียง และการมองเห็นแสงสีต่างๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้

จากการวิจัยพบว่า ยาชนิดนี้มีอันตรายร้ายแรง แม้จะเสพเพียง 1-2 ครั้ง เพราะสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผู้เสพมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย และทำลายเซลล์สมอง

ทางด้าน นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาอีจะเข้าไปทำลายระบบประสาท ทำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุมอารมณ์ทำงานผิดปกติ โดยจะหลั่งสารนี้ออกมามากกว่าปกติ จนทำให้สดชื่น อารมณ์ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป สารดังกล่าวจะลดน้อยลง ทำให้ผู้เสพเข้าสู่สภาวะอารมณ์เศร้าหมอง หดหู่ เกิดอาการซึมเศร้า และอาจกลายเป็นโรคจิตประเภทซึมเศร้า (Depression) มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติ

นอกจากนี้ การที่สารซีโรโทนินลดลง จะทำให้การนอนหลับผิดปกติ เวลาการนอนลดลง หลับไม่สนิท อ่อนเพลีย ขาดสมาธิในการเรียนและทำงาน นอกจากนี้ การเสพยาอีอาจไม่ทำให้ผู้เสพเสียชีวิตได้โดยตรง แต่การที่นิยมเสพระหว่างปาร์ตี้ สังสรรค์ ทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ และเสียเหงื่อมากจากการที่ยาเข้าไปกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา และเต้นได้ตลอดงาน กระทั่งเกิดภาวะขาดน้ำอย่างฉับพลัน บางรายนิยมเสพพร้อมกับดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพยาชนิดอื่นร่วมด้วย หรือเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจ จะทำให้เกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ หากประสบปัญหาด้านยาและสารเสพติด สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนยาเสพติด 1165 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดได้ที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ขอนแก่น, อุดรธานี, สงขลา และปัตตานี

5 “ยาเสพติด” อันตรายที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน

5 “ยาเสพติด” อันตรายที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน

แม้ว่าภาครัฐจะให้ความรู้ คำแนะนำ และอันตรายของยาเสพติดอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งยังมีการเพิ่มโทษสำหรับผู้ขาย และผู้เสพ ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่กระนั้นเราก็ยังเห็นตามหน้าข่าวอยู่บ่อยๆ Sanook! Health รวบรวมข้อมูลยาเสพติดที่พบมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาให้ทราบกัน

  1. LSD

แอลเอสดี (lysergic acid diethylamide) เป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์หลอนประสาทอย่างแรง เป็นสารที่ผลิตขึ้นมาจาก lysergic acid ของสารจำพวก ergot ซึ่งเป็นรา (fungus) ที่ขึ้นอยู่ตามเมล็ดข้าวไร ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีรสขมเล็กน้อย

ลักษณะของยา : มักเสพโดยการรับประทานสูดดม เคี้ยว หรืออม  มีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ เม็ดกลมแบน แคปซูล แผ่นเจล (gelatin sheets) ของเหลวบรรจุในหลอดแก้ว ส่วนใหญ่ที่พบจะนำเอา LSD ไปหยดลงบนกระดาษสี่เหลี่ยม ที่มีคุณสมบัติดูดซับ เรียกว่า blotter paper ที่มีลวดลายและสีสันต่างๆ แล้วแบ่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ คล้ายสแตมป์ นิยมเรียกกันในหมู่ผู้เสพว่า สแตมป์เมา กระดาษเมา (magic paper) จะออกฤทธิ์ภายใน 30 – 90 นาที และมีฤทธิ์อยู่ได้นาน 8 – 12 ชั่วโมง

การออกฤทธิ์ : ทำให้รูม่านตาขยาย อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เพิ่มความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ เหงื่อออก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ปากแห้ง และมือไม้สั่น ผู้ที่เสพในระยะแรก ๆ จะมีความสุข อารมณ์ดี รู้สึกคึกคัก แต่หลังจากนั้นจะเกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง มีอาการหวาดกลัว จนกระทั่งอาจทำร้ายตนเอง หรือนำไปสู่การฆ่าตัวตาย โดยที่ผู้นั้นไม่สามารถยับยั้งตนเองได้ หากเสพแอลเอสดีติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เป็นโรคจิตได้

  1. ยาบ้า

ยาบ้า หรืออดีตชื่อยาม้า หรืออีกชื่อคือ เมทแอมเฟตามีน ผลิตโดยมีสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่มีแอมเฟตามีนเป็นส่วนประกอบ เดิมทีเคยถูกใช้เป็นยารักษาโรค Narcolepsy หรือโรคงีบหลับตลอดเวลาแบบไม่รู้ตัว รวมทั้งมีการนำมาใช้กับเด็กที่มีอาการไฮเปอร์ อยู่ไม่นิ่งและไม่สามารถควบคุมสมาธิในการเรียนได้ และด้วยฤทธิ์ของยาจึงมีการนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์

ลักษณะของยา : ยาบ้ามีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีส้ม แดง น้ำตาล เขียว มีอักษร WY, Y, R

การออกฤทธิ์ : ยาบ้าออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางด้วยการกระตุ้นประสาท ทำให้เกิดการตื่นตัว ไม่ง่วง ตื่นตัวมีกำลังวังชา ทำให้อัตราการเต้นของจังหวะหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง มีอาการใจสั่น ตึงเครียด เมื่อฤทธิ์ยาหมดลงผู้เสพจะมีอาการอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ระบบสั่งการทางสมองทำงานช้าลง การตัดสินใจช้าและเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ ผู้เสพยาบ้าจะมีอาการอยู่ไม่นิ่ง ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรตลอดเวลาอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน แขนขาสั่น กลิ่นตัวแรง ลมหายใจเหม็น

  1. เฮโรอีน

เฮโรอีน เป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรง สังเคราะห์ได้จากเมล็ดฝิ่น

ลักษณะของยา : เฮโรอีนจะมีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาวหรือขาวเข้มจนถึงสีน้ำตาล หรืออาจมีลักษณะเป็นก้อนเหนียวสีน้ำตาลที่มีสารประกอบของทาร์เรียกว่า “black tar heroin” โดยผู้ใช้จะเสพเฮโรอีนโดยการสูดเข้าทางจมูก สูบ หรือฉีดเข้าทางเส้นเลือด สีของเฮโรอีนสามารถบอกได้ถึงความบริสุทธิ์ได้ โดยเฮโรอีนที่มีสีขาวขุ่นหรือสีน้ำตาลจะมีส่วนประกอบของสารเคมีอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งจะมีอันตรายมากกว่าสีขาวที่เป็นเฮโรอีนบริสุทธิ์

การออกฤทธิ์ : เฮโรอีนออกฤทธิ์ต่อสมอง ทำให้ผู้เสพเกิดอาการอิ่มเอมใจ มีความสุข มีอาการปากแห้ง และตัวแดงจากการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ ยังเกิดความรู้สึกหนักมือ เท้า หรือขาด้วย โดยจะออกฤทธิ์ได้นานถึง 3-5 ชั่วโมง และเมื่อยาหมดฤทธิ์ลง ผู้เสพจะมีอาการกึ่งง่วงกึ่งตื่น อาจทำให้เกิดอาการมึนเมาและสมองตื้อ ซึ่งเป็นอาการที่ยังไม่สร่างจากการเมายา เนื่องจากฤทธิ์ของยาได้ไปกดประสาทและระบบประสาทส่วนกลางไว้ ผู้เสพอาจมีอาการพูดไม่ชัด เปลือกตาปิด มองไม่ชัดในตอนกลางคืน ปวดตามส่วนต่างๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ สันหลัง บั้นเอวและปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีอาการจุกภายในอกราวกับจะขาดใจตาย อ่อนเพลียอย่างหนัก มีอาการหนาวๆ ร้อนๆ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ทุรนทุรายอึดอัด ผู้ที่เสพติดหนักๆ บางรายอาจมีอาการชักตาตั้ง น้ำลายไหลฟูมปาก ม่านนัยน์ตาดำหดลง มึนงง หายใจไม่ออก ความจำเสื่อม หากเสพเกินขนาดอาจเสียชีวิตได้

  1. ยาอี

ยาอี หรือยาเลิฟ เป็นยาเสพติดที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาโดยมนุษย์ ถูกใช้ในกลุ่มวัยรุ่นค่อนข้างมาก เพราะออกฤทธิ์ต่อสาเคมีในสมอง ทั้งเซโรโทนิน และนอร์อิพิเนฟริน ซึ่งทำให้รู้สึกมีความสุข สนุกสนาน และส่งผลต่ออารมณ์ทางเพศ แต่หลังจากนั้นอาจเกิดภาพหลอน วิตกกังวล ไปจนถึงอาการซึมเศร้า ที่เป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายหลังใช้ยาได้

ลักษณะของยา : ยาอีมีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบน ด้านหนึ่งนูนหรือเรียบ หรือมีขีดแบ่งครึ่ง อีกด้านหนึ่งพิมพ์รูปภาพ หรืออักษรต่างๆ เช่นรูปดอกไม้ ผีเสื้อ การ์ตูน หรือเป็นตัวอักษรเช่น adam, love เป็นต้น เสพด้วยวิธีรับประทาน

การออกฤทธิ์ : ยาอีออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นประสาท และหลอนประสาท มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า แต่มีฤทธิ์ที่รุนแรงกว่าประมาณ 10 เท่า โดยออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท และ ทำลายเซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับความคิดและความจำเช่นเดียวกัน ผู้เสพจะรู้สึกสนุกสนาน มีอารมณ์เป็นสุข และมีอาการประสาทหลอน เห็นภาพที่ผิดปกติ ได้ยินเสียงผิดธรรมชาติ ความคิดสับสน หวาดวิตก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น หายใจเร็ว นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการอยู่ไม่สุข ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากเสพเข้าไปภายในเวลา 30-45 นาที และมีฤทธิ์อยู่ในร่างกายได้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง แล้วถูกขับออกจากร่างกายทางเหงื่อ และปัสสาวะ หมดภายในประมาณ 72 ชั่วโมง แต่ยาอีจะทำให้รู้สึกติดยา อยากหามาเสพเรื่อยๆ และต้องเพิ่มขนาดของยาไปเรื่อยๆ หากเสพยาเกินขนาดอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ และเสียชีวิตได้

  1. กัญชา

กัญชา เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ใบแตกเป็นแฉกคล้ายใบสำปะหลังหรือใบละหุ่ง มีสารเคมี cannabinoids ที่เชื่อว่าออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มีการค้นคว้าเกี่ยวกับฤทธิ์ของ thc นำไปสู่การผลิตยา dronabinol (marinol) ซึ่งมีส่วนผสมของ thc สำหรับใช้ในผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน และทำให้เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยเอดส์

ลักษณะของยา : กัญชานิยมเสพโดยการสูบจากใบแห้ง

การออกฤทธิ์ : ฤทธิ์ของกัญชาเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย จะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสพกัญชาจะมีอาการเคลิ้มจิต โดยในขั้นต้นๆ มักจะเป็นอาการกระตุ้นประสาท และบางคนจะมีอาการตึงเครียดทางใจหรืออาการกังวล ต่อมาก็มีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าบรรยากาศทั่วๆ ไปเงียบสงบ จากนั้นมักจะมีปฏิกริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เดี๋ยวหัวเราะลั่นเดียวสงบ นอกจากนี้ผู้เสพจะรู้สึกล่องลอย ปากแห้ง สับสน อยากอาหาร ชีพจรเพิ่มขึ้น ตาแดงขึ้นในขณะที่เสพยา หากเสพเป็นประจำจะทำให้สุขภาพเสื่อมลง ได้แก่ โรคหลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบทางเดินหายใจอักเสบ ตะคริว ท้องร่วง หากเลพกัญชาเกินขนาดอาจมีอาการช็อก และเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายของไทยแบ่งโทษของการเสพ ครอบครอง และขายในยาเสพติดแต่ละชนิดต่างกัน โดยมีโทษตั้งแต่จำคุกไม่เกิน 1 ปี ไปจนถึงจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สามารถเช็กโทษทางกฎหมายของการเสพ ครอบครอง และขายยาเสพติดในประเทศไทย

5 “ยาเสพติด” อันตรายที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน

เกี่ยวกับยาเสพติด

ยาเสพติดภัยร้ายใกล้ตัว

“ยาเสพติด เป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” สโลแกนนี้คนไทยทุกคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และพยายามร่วมมือกันต่อต้านการแพร่ระบาดของยาเสพติด จึงได้มีการประกาศให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันต่อต้านยาเสพติด” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงพิษภัยและโทษของยาเสพติด ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้เผชิญกับปัญหายาเสพติดเช่นเดียวกัน และนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นสำนักงานสถิติแห่งชาติเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำรวจในปี 2555 นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่าเกือบครึ่งของประชาชนระบุว่ายังคงมีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน/หมู่บ้าน (ร้อยละ 40.4) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีประชาชนประมาณ 1 ใน 3 ที่ระบุว่ามีปัญหาฯ (ร้อยละ 32.2)

แม้ภาครัฐจะมีมาตรการเชิงรุกในการปราบปราบกระบวนการ ค้ายาเสพติด อย่างเข้มงวด แต่ประชาชนยังคงคิดว่ายาเสพติดหาซื้อได้ง่ายขึ้น มากกว่าเดิมเกือบเท่าตัวจากร้อยละ 8.0 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 13.0 ในปี 2555 เช่นเดียวกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในโรงเรียน/สถานศึกษา ที่ประชาชนประมาณ 1 ใน 3 ยังคงคิดว่ามีปัญหาอยู่

แม้ภาครัฐจะกวดขันการจัดระเบียบสังคมในชุมชน/หมู่บ้าน โดยเฉพาะการมั่วสุมของเด็ก/เยาวชนตามสถานบันเทิงต่างๆ เพื่อป้องกันการถูกชักนำไปในทางที่ผิด เนื่องจากในสถานบันเทิงมักหนีไม่พ้นที่จะต้องมีการดื่มสุราอย่างแน่นอน และสุราอาจถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเสี่ยงต่อการอยากรู้อยากลองของวัยรุ่นเช่นกัน ข้อมูลการดื่มสุราของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ตั้งแต่ปี 2547 – 2554 กลุ่มวัยรุ่นมีการดื่มสุราเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 23.5 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 23.7 ในปี 2554 แม้ดูเหมือนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยแต่ถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้วัยรุ่น/เยาวชนมีโอกาส สัมผัสกับยาเสพติด และตกเป็นทาสยาเสพติดได้ในที่สุด

ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วนในวงกว้าง และเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรงต่างๆ นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันสอดส่องดูแลการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยเริ่มต้นจากการสร้างครอบครัวให้มีความรัก ความอบอุ่น มีการดูแลเอาใจใส่บุคคลในครอบครัว เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยยาเสพติด สังคมไทยจะได้น่าอยู่ สงบสุขอย่างยั่งยืน…. คุณ….คือพลัง……หยุดยั้งยาเสพติด!!!!

สถานการณ์ยาเสพติดในช่วงระบาดโควิด 2019

มีการแถลงข่าว หัวข้อ “สถานการณ์ยาเสพติดในช่วงระบาดของโควิด-19 ลดน้อยลงหรือโดดเพิ่มขึ้น” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.)ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) เมื่อเร็วๆ นี้

ดร.สุริยัน บุญแท้ ผู้จัดการ SAB เปิดเผยผลสำรวจการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดในช่วงการระบาดของโควิด-19จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป 1,825 ราย ในพื้นที่ 15 จังหวัดครอบคลุมทั่วประเทศ เมื่อปลายเดือนที่แล้วพบกลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง คือ ร้อยละ 61.2 รู้ว่าการใช้สารเสพติดเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่ร้อยละ 79.3 รู้ว่าสารเสพติดทำลายภูมิต้านทานของร่างกาย ติดเชื้อง่าย ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 12.8 พบเห็น/รับรู้ว่ามีการใช้สารเสพติดในชุมชน โดยบุคคลที่ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่เป็นเพื่อนบ้าน รองลงมาคือ คนในชุมชน นอกจากนี้ ร้อยละ 7.6 ยังพบเห็น/ รับรู้ว่ามีการซื้อขายสารเสพติดในชุมชน โดยผู้ขายครึ่งหนึ่งเป็นคนในชุมชน

ดร.สุริยัน กล่าวต่อว่า การสำรวจยังได้ถามถึงการใช้สารเสพติดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 4.6 มีการใช้สารเสพติด อาทิ กัญชา ใบกระท่อม รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ แต่ในช่วงการระบาดโควิด-19 มีแนวโน้มใช้สารเสพติดน้อยลง ร้อยละ 29.8หรือบางรายไม่ใช้เลย สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากไม่ได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่ให้กักตัวอยู่บ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ถี่ขึ้น การซื้อขายในยามวิกาลทำได้ยากเพราะมีเคอร์ฟิว ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาเสพติดมากขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 6เกิดจากความเครียด เบื่อหน่าย และมีเวลาว่างมาก

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ประเทศไทยรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี จากผลสำรวจของ SAB ในช่วงการระบาดของโควิด-19 มีผู้ใช้สารเสพติดรวมถึงแอลกอฮอล์และบุหรี่ลดลงอย่างมาก ในกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่ใช้สารเสพติดร้อยละ 4.6 เป็นผู้ใช้สารเสพติดประเภทใบกระท่อมลดลงถึง 1 ใน 3 หรือ ร้อยละ 39 ดื่มแอลกอฮอล์ลดลง ร้อยละ 56.4 สูบบุหรี่ลดลง ร้อยละ 28.1 สาเหตุหลักที่ทำให้ใช้สารเสพติดลดลงมาจากมาตรการSocial Distancing ทำให้ลดปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ดีต่อสุขภาพขณะเดียวกันประชาชนตื่นตัวด้านการรักษาสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่คนไทยหันมาใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น

ขณะนี้ ปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชนไทยยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุ 12-19 ปี ที่มีการใช้สารเสพติดมากถึงร้อยละ 3.72 ในปี 2562 โดยครึ่งหนึ่งกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นกลุ่มสารเสพติดที่ใช้เพิ่มขึ้น คือ กัญชา พืชกระท่อม และเฮโรอีน และมีแนวโน้มการใช้สารเสพติดผิดกฎหมายมากกว่าหนึ่งชนิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สสส. และภาคีเครือข่าย จะนำผลสำรวจไปศึกษาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานเฝ้าระวัง และเยียวยา นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ผู้จัดการ ศศก. กล่าวว่าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนวินเชสเตอร์คอลเลจ ประเทศอังกฤษ ได้ทำการสำรวจร่วมกัน เรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงการระบาดโควิด-19 กับผลทางสุขภาพจิตในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในอังกฤษและไทย ผลศึกษาเบื้องต้นพบเยาวชนมีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงร้อยละ 42-62 และมีการใช้สารเสพติดในช่วงโควิด-19 ระบาด เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ กัญชา ซึ่งเป็นในทิศทางเดียวกับผลสำรวจของ SAB โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดประเภทสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่เสพโดยการสูดควันเข้าสู่ร่างกาย เช่น ไอซ์ยาบ้า กัญชาแบบสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อปอดโดยตรง หากติดโควิด-19 จะมีอาการที่แย่ลงกว่าคนปกติ เนื่องจากเชื้อไวรัสเข้าไปทำลายปอด รวมถึงสารที่มีฤทธิ์ระงับอาการปวดกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids) เช่น ฝิ่น เฮโรอีน หรือยาแก้ปวด จะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อ มีอาการทรุดลง เพราะออกฤทธิ์กดประสาททำให้หายใจช้าลง และระดับออกซิเจนในเลือดลดลงตาม

หากโควิด-19 ระบาดในไทยรอบ 2 แพทย์ต้องเตรียมรับมืออาการของโรคที่เกิดจากผลข้างเคียงในผู้ใช้สารเสพติด ทั้งนี้ ผู้เสพยาเสพติดถือเป็นกลุ่มที่เปราะบาง ในช่วงที่มีผู้ใช้สารเสพติดลดลง รัฐควรออกมาตรการต่อเนื่องหรือเพิ่มเติมเพื่อให้สารเสพติดเข้าถึงประชาชนได้ยากขึ้น รวมถึงสร้างความเข้าใจกับประชาชน ไม่รังเกียจหรือกีดกันผู้ติดยาเสพติดเพื่อให้คนในกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงแพทย์ได้อย่างเต็มที่เมื่อมีการติดเชื้อโควิด-19

สถานการณ์ยาเสพติดในช่วงระบาดโควิด 2019