ทำความรู้จัก โคเคน (Cocaine) ก่อนที่คุณจะเสียใจ

เมื่อพูดถึงยาเสพติดแล้ว เราก็คงไม่อยากให้มีในโลกและไม่อยากให้ใครๆหลายคนต้องหลงผิดเข้าไปยุ่งกับมันเพราะมันนำมาซึ่ง การทำร้ายตัวเอง ทรัพย์สินหรือหากร้ายแรงกว่านั้นก็คงที่เราเห็นข่าวกันมามากมายคือการฆ่าผู้เป็นแม่หรือพ่อ พี่น้อง และผลขอลมันก็จบที่คุกหรือไหมก็ความตาย วันนี้เราเลยอยากให้ท่านได้รู้ถึงโทษของมัน ว่ามันรุ่นแรงแค่ไหนและไม่มีใครเอาอยู่ได้เลยสักคน

โคเคน เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ โดยสกัดมาจากใบของต้นโคคา (erythroxylum coca)ซึ่งเป็นพืชที่มีถิ่นที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างแรง และมีคุณสมบัติเป็นยาชาเฉพาะที่ จัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

รูปแบบ โคเคนที่นิยมเสพส่วนใหญ่ ได้แก่
1. โคเคนไฮโดรคลอไรด์ จะมีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว เสพโดยการสูดผงยาเข้าโพรงจมูก (snort) หรือนำไปละลายน้ำแล้วฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
2. ฟรีเบสโคเคน จะมีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีขาว ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้มคล้ายดินลูกรัง มีชื่อเรียกเฉพาะว่า แคร็ก (crack) หรือ ร็อค (rock) เสพโดยการนำไปเผาไฟแล้วสูบควัน (smoke)เข้าปอด

ความรุนแรงของอาการทางจิต ที่เกิดจากโคเคน จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณ และความเร็วของโคเคนที่เข้าสู่สมอง หากสูดผงยาเข้าจมูก จะออกฤทธิ์ภายใน 3 – 5 นาที และหากเสพโดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำจะออกฤทธิ์ภายใน 15 – 30 วินาที โดยยาจะออกฤทธิ์อยู่ได้นาน 20 – 30 นาที

ผลทางร่างกาย ที่เกิดจากโคเคน ทำให้เกิดภาวะตื่นตัว (alertness) และมีพละกำลัง อาการที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุดคือ มือจะสั่น อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นจนถึง 45.5 c อาจเกิดอาการชัก หมดสติ ระบบการหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

ผลทางจิตใจ ที่เกิดจากโคเคน ผู้เสพจะมีอาการเคลิบเคลิ้มเป็นสุข (euphoria) ความวิตกกังวลลดลง อาการประหม่าต่อการเข้าสังคมลดลง มีอารมณ์ทางเพศ การเสพต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ได้แก่อาการพูดพล่ามไม่หยุด เปิดเพลงดังสนั่น ไม่กินอาหาร ไม่หลับไม่นอน และมีความแปรปรวนทางอารมณ์อยู่ตลอดเวลา

การเสพติดโคเคนทางจิตใจ ผู้เสพจะติดใจในฤทธิ์เคลิบเคลิ้มเป็นสุข (euphoria) ในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อไม่ได้เสพ ตัวผู้ติดยาจะมีอาการกระสับกระส่ายกังวลใจอย่างรุนแรง ร่างกายอ่อนล้า และจิตใจหดหู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เสพติดโคเคนส่วนใหญ่จึงมักเสพยาติดต่อกันไปเรื่อยๆ ก่อให้เกิดปัญหาการได้รับยาเกินขนาด ทำให้เกิดอาการพิษของโคเคนขึ้นได้ คือมีอาการชัก ระบบการหายใจล้มเหลว หัวใจวาย หรือเส้นเลือดในสมองแตก และเสียชีวิตได้

บทกำหนดโทษ
ปัจจุบัน โคเคน (Cocaine) ถูกควบคุมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มีการควบคุมและบทกำหนดโทษดังนี้

ทลายเครือข่ายแก๊งยานรกทางภาคเหนือ ตรวจยึดทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 31 ล้านบาท

ทลายเครือข่ายค้ายานรกยึดทรัพย์กว่า 31 ล้านบาท เปิดเผยเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 28 เม.ย. พล.ต.ต.จิระวัฒน์ พยุงธรรม รอง ผบช.ภ.6 มาปฏิบัติราชการ รอง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วย พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ รอง ผบก.ภ.จ.ปราจีนบุรี ปฏิบัติราชการ ผกก.บก.สส.ภ.2 นายสุรเดช ละเต๊ะซัน ผอ.ส่วนบังคับใช้กฎหมาย ป.ป.ส.ภ.2 และนายวินิจฉัย กาญจนางกูรพันธุ์ ผอ.ตรวจสอบทรัพย์สิน ป.ป.ส.ภ.2 ร่วมแถลงข่าวตรวจค้นยึดทรัพย์สินจากเครือข่าย ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดหลายรายการมูลค่ากว่า 31 ล้านบาท

พล.ต.ต.จิระวัฒน์ พยุงธรรม เปิดเผยว่า พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. (ปป.) และ พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. (รรท.ผบช.ภ.2) สั่งการให้สืบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดของนางบัวจันทร์ ขาวอินทร์ หรือนางจิตตะ คำปิว ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญทางภาคเหนือ ถูกจับกุมเมื่อปี 62 และมีเงินหมุนเวียนการค้า ยาเสพติดกว่า 1,300 ล้านบาท จากนั้นประสานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ภ.2 ตำรวจสืบสวนภาค 2 รวม 170 นาย ออกตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทั้งสิ้น 20 จุด ในหลายจังหวัดประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ

พล.ต.ต.จิระวัฒน์ เปิดเผยอีกว่า ผลการตรวจยึดทรัพย์สินผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีของกลางเป็นเงินสดจำนวน 8,579,306 บาท เป็นธนบัตรรัฐบาลไทยจำนวน 7,030,000 บาท และธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 50,000 ดอลลาร์ และอายัดเงินในบัญชีธนาคารต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 17 บัญชี มูลค่าประมาณ 9,801,461 บาท ตรวจยึดบ้านพร้อมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง มูลค่า 10 ล้านบาท ยึดรถเบนซ์ GLE 20 D จำนวน 1 คัน ราคา 2.7 ล้านบาท รวมมูลค่าตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 รวมมูลค่าทั้งสิ้นเป็นจำนวน 31,098,768 บาท นำของกลางทั้งหมดส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 2

บุกจับร้านขายยา ขายยาแก้ไอ ผสมน้ำใบกระท่อม

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2564 พ.ต.ท.เอกรินทร์ สิกชากูล รอง ผกก.สส.ส.ภ.หนองปรือ พ.ต.ต.จิรัฏฐ์ ปานคง สว.สส.สภ.หนองปรือ นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพร้อมด้วย นายจิระสันต์ มีรัตน์ธนวัต เภสัชกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธาณสุขจังหวัดชลบุรี กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเกสัชสาธารณสุข ร่วมจับกุม น.ส.ชุติกาญจน์ ไชยเชษฐา อายุ 35 ปี ชาว จ.สกลนคร พร้อมของกลางยาแก้ไอ ยี่ห้อ Datissin จำนวน 6 ขวด พร้อมธนบัตรในการล่อซื้อจำนวน 200 บาท

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองปรือ ได้รับการแจ้งจากชาวบ้านว่า มีร้านขายภายในพื้นที่จำหน่ายยาแก้ไอให้แก่วัยรุ่นนำไปผสมกับน้ำต้มใบกระท่อม เพื่อทำเป็นยา 4×100 จึงวางแผนทำการล่อซื้อ จากการตรวจสอบภายในร้านขายยาแผนปัจจุบันสยามคันทรีดรัก เลขที่ 243 ม.6 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบยาแก้ไอยี่ห้อเบนาดริล จำนวน 7 ขวด ยี่ห้อ Datissin จำนวน 15 ขวด เจ้าหน้าที่จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน ก่อนควบคุมตัวพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ก่อนส่งตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

เหล้า บุหรี่ การพนัน และยาเสพติด อยู่ห่างไว้เป็นดีที่สุด ลดเลี่ยงยุคโควิด

การวงเสวนาหัวข้อ “อบายมุข (เหล้า บุหรี่ พนัน ยาเสพติด) VS โควิด-19 ความเสี่ยงที่เลี่ยงได้” จัดขึ้นโดยเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง ร่วมกับศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้นำเสนองานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงอันตราย เมื่อโควิด-19 แฝงตัวรวมอยู่กับแหล่งอบายมุข ซึ่งพบว่าการแพร่กระจายเชื้อเป็นไปอย่างรวดเร็ว และยากที่จะสกัดยับยั้งได้ทันท่วงที

ขึ้นชื่อว่าอบายมุข ไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ การพนัน และยาเสพติด อยู่ห่างไว้เป็นดีที่สุด เพราะนำมาซึ่งความเดือดร้อนทั้งกายและใจ ยิ่งในยามที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่นนี้ด้วยแล้ว อบายมุขถือเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อโควิดเลยทีเดียวรศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้จัดการ ศศก.และในฐานะนักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ให้ข้อมูลว่า จากผลการสำรวจความเสี่ยงและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เหล้า บุหรี่ ช่วงปลายปี 2563 ในกลุ่มประชากรไทย อายุระหว่าง 15 – 65 ปี จำนวน 5,000 คน โดยพบว่าเป็นผู้ดื่มแอลกอฮอล์อยู่ถึง 38.9% ยังสูบบุหรี่อยู่ 22.4% เสพใบกระท่อมและกัญชา เพื่อความบันเทิง 2.5% และมีผู้เสพยาบ้า อยู่อีก 0.4% จึงกล่าวได้ว่าประเด็นเรื่องยาเสพติด ยังถือเป็นปัญหาที่เยอะอยู่ในสังคมบ้านเรา

รศ.พญ.รัศมน กล่าวว่า สารเสพติดเหล่านี้นอกจากจะมีผลต่อร่างกายโดยรวม เช่น บุหรี่ที่มีสารก่อมะเร็งกว่า 10 ชนิด ทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง และมะเร็งปอด ยิ่งหากได้รับเชื้อโควิด จะยิ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจให้รุนแรงขึ้น ขณะที่ผู้ใช้สารเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ ในปริมาณที่สูง เช่น เฮโรอีน ซึ่งมีฤทธิ์กดประสาท หากป่วยโควิดจะยิ่งเสี่ยงต่อการหยุดหายใจและเสียชีวิตได้ ส่วนคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายตับ เมื่อดื่มไปนานๆ ตับจะแข็งและจะเป็นมะเร็งตับในที่สุด ยิ่งหากเป็นวัณโรคปอดหรือโควิด ก็จะยิ่งมีอาการรุนแรงมากขึ้น

ทหารกองกำลังผาเมือง ปะทะเดือดเครือข่ายค้ายาเสพติด

เกิดเหตุทหารกองกำลังผาเมืองปะทะขบวนการค้ายาเสพติดบริเวณแนวชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ โดย พลตรี นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 19 เมษายน กองกำลังผาเมือง โดยกองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 (ร้อย.ม.2 ฉก.ม.5) จัดกำลังพล 2 ชุดปฏิบัติการลาดตระเวนเฝ้าตรวจแนวชายแดน บริเวณบ้านอรุโณทัย หมู่ 10 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

ขณะลาดตระเวนพบกลุ่มคนต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่ท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งให้หยุดและขอตรวจค้น แต่กลุ่มคนดังกล่าวกลับใช้อาวุธยิงตอบโต้จนเกิดการปะทะประมาณ 3 นาที หลังเสียงปืนสงบเจ้าหน้าที่ได้เข้าเคลียร์พื้นที่ กำลังทหารจากกองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 (ร้อย.ม.2 ฉก.ม.5) กองกำลังผาเมืองสามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางลูกระเบิดขว้าง 1 ลูก อาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอกพร้อมเครื่องกระสุน และเป้สะพายหลังสีเขียว จำนวน 2 เป้ ภายในบรรจุยาบ้า จำนวน 144,132 เม็ด เฮโรอีน จำนวน 5 ขวด น้ำหนักประมาณ 150 กรัม ยาไอซ์ 2 ถุง น้ำหนักประมาณ 1.95 กิโลกรัม ยึดของกลางทั้งหมดไว้ตรวจสอบ

ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง กล่าวเพิ่มเติมว่า การปะทะระหว่างกำลังทหารกับกลุ่มขบวนการค้ายาในพื้นที่ครั้งนี้ ทหารทุกนายปลอดภัยดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และปัจจุบันทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่โดยรอบ และเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียดเพื่อเตรียมขยายผลและติดตามขบวนการค้ายาเสพติดที่คาดว่าจะหลบหนีไปได้

คุณรู้เกี่ยวกับ โคเคนหรือโคคาอีน นั้นดีแค่ไหน

เมื่อเราพูดถึง  โคเคนหรือโคคาอีน นั้นก็คงคิดถึงคนที่ใช้แรงงานเพราะยาชนิดนี้นั้นในระยะแรกฤทธิ์ของโคเคนจะกระตุ้นประสาททำให้เกิดอาการไร้ความรู้สึก ดูเหมือนคล้ายมีกำลังมากขึ้น มีความกระปรี้กระเปร่า ไม่รู้สึกเหนื่อย จึงทำให้คนในวัยที่ต้องทำงานกันแบบข้ามคืนนิยมนั้นเอง แต่เมื่อจะให้พูดถึงเมื่อยาหมดฤทธิ์แล้วละก็ มันอันตรายมากๆเลยที่เดียว

เมื่อหมดฤทธิ์ยาร่างกายและความรู้สึกจะอ่อนเพลียเมื่อยล้าขึ้นมาทันที มีอาการเซื่องซึมและหากว่าเสพจนถึงขั้นติดยาจะเกิดผลต่อร่างกายอย่างมาก เช่น หัวใจเต้นแรง ความดันโลหิตสูง ตัวร้อน มีไข้ตลอดเวลา นอนไม่หลับ ฯลฯ และหากเสพโคเคนเข้าสู่ร่างกายเกิดขนาดจะเกิดพิษเฉียบพลัน ฤทธิ์ของยาจะไปกดการทำงานของหัวใจ ทำให้หายใจไม่ออกอาจชัก และเสียชีวิตได้

เคนมผง อันตรายถึงตาย

เคนมผง คือชื่อยาเสพติดชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนำตัวยาหลายชนิดมาผสมเองในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด ลักษณะเป็นผงปั่นละเอียดคล้ายนมผง ใช้วิธีการสูดดมเข้าผ่านจมูกหากรับเข้าไปเกินขนาด ฤทธิ์ของยาจะเข้าไปส่งผลต่อระบบประสาท กดการหายใจ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

ยาเคนมผงจากกรณีที่เป็นข่าว กำลังอยู่ในระหว่างตรวจพิสูจน์ส่วนผสมที่แท้จริง แต่เบื้องต้นส่วนผสมที่อาจพบอาจมีดังนี้

  • เคตามีน (Ketamine) เป็นสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยระงับความรู้สึก ต้านอาการซึมเศร้ารุนแรง แต่หากใช้เกินปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้หมดสติ ปัสสาวะเป็นเลือด ปากซีด เจ็บหน้าอก หายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดจังหวะ จึงอนุญาตให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • เฮโรอีน (Heroin) เป็นสารสังเคราะห์มาจากมอร์ฟีน (Morphine) แต่มีฤทธิ์ร้ายแรงกว่า เสพติดง่ายกว่า และอันตรายมาก โดยเข้าไปทำให้สมองหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) มากขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข แต่หากใช้มากเกินไปจะทำให้สมองไม่สามารถหลั่งโดปามีนได้ตามปกติจนมีอาการ ง่วงนอนตลอดเวลา พูดไม่ชัด ซึมเศร้า ความจำเสื่อม มีน้ำมูก และอาจทำให้มีพฤติกรรมก้าวร้าว
  • ยาไอซ์ เป็นหนึ่งในรูปแบบยาบ้า (Methamphetamine) ที่มีความบริสุทธิ์ 100% จึงมีความรุนแรงกว่ายาบ้ามาก มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทให้รู้สึกกะปรี้กะเปร่า อยู่ไม่สุก นอนไม่หลับ และมีความต้องการทางเพศสูง หากใช้มากเกินไปจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูง ตกใจ หวาดหลัว จนเกิดเป็นโรคจิตได้
  • โรเซ่ เป็นหนึ่งในรูปแบบของยานอนหลับ อาจช่วยสงบประสาท คลายกล้ามเนื้อ ซึ่งควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

ผลข้างเคียงรุนแรงมากขึ้น ดังนี้

  • มึนเมา
  • ประสาทหลอน
  • หวาดระแวง คิดว่ามีคนจะทำร้าย
  • สูญเสียความจำ
  • เสียความสามารถในการเคลื่อนไหว
  • มีปัญหาการรับรู้ทางจิต
  • อาจกลายเป็นคนวิกลจริต
  • กดการหายใจ
  • มีโอกาสเสียชีวิต

ในกรณีที่ใช้ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ จะมีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากขึ้นแม้จะเสพเพียงครั้งแรกเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายที่ไม่ถึงกับชีวิต และเข้ารับการรักษา ก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

เน้นยึดทรัพย์-ตัดวงจรยาเสพติด รมว.ยุติธรรม มอบนโยบาย

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.64 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน “การมอบนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง” ภายใต้ยุทธการ พาลีปราบยา สืบสวน ขยายผล ยึดทรัพย์สิน เครือข่ายยาเสพติด โดยมี นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการสุโขทัย พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผบช.ภาค6 พล.ต.ต.พยูฬ์ ธนะศรีสืบวงศ์ รอง ผบช.ภาค 6 นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. นายมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ.สุโขทัย นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ส.ส.สุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ผู้บังคับการในสังการตำรวจภูธรภาค 6 ข้าราชการตำรวจ และตัวแทนกองทุนแม่ของแผ่นดิน ร่วมงาน 

โดย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในแนวทางของรัฐบาลได้ดำเนินการแนวทางของการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดมาโดยตลอด และดำเนินการมาในรูปแบบคล้ายกันแทบทุกรัฐบาล และเราเห็นว่าปัญหาปราบยาเสพติด ยิ่งปราบยิ่งเยอะทำให้เราต้องคิดและดำเนินการว่า จะทำอย่างไรให้น้อยลง การดำเนินการตรงนี้ในมาตรการของการปราบปรามยาเสพติด ไม่ได้มีแค่ส่วนนี้ส่วนเดียว การแพร่ระบาดของยาทำให้มีคนติดคุกจำนวนมาก ปัจจุบันมีผู้ต้องขังคดียาเสพติดถึง 80% ทำให้คนล้นคุกเกิดความแออัด ซึ่งตนได้เข้าไปแก้ปัญหาให้ความแออัดลดน้อยลง คนค้ายาส่วนใหญ่สมองดี เป็นนักธุรกิจ ค้าขาย อยากได้เงินเร็ว บางคนทำผิดซ้ำถึง 9 ครั้ง วิธีการที่เราจับอย่างเดียวอาจไม่สัมฤทธิ์ผล สถิติปีหนึ่งมูลค่ายาเสพติดจากสามเหลี่ยมทองคำมากถึง 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเราจับมาเผากันไม่ไหว โรงงานผลิตอยู่นอกประเทศเรา เรามีความร่วมมือกับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ จับมือร่วมกันปราบปรามสารตั้งต้น แต่ตนยังไม่พอใจเพราะเราจับได้แต่ยา ที่ผ่านมาเรายึดเงินจากผู้ค้ายาได้ไม่เกิน 600 ล้านบาทต่อปี แต่เราใช้งบบูรณาการกว่า 6,000 ล้านบาท ดังนั้นเราจึงต้องเน้นการขยายผลการยึดทรัพย์ตัดวงจรยาเสพติด

ผบ.ตร.รวมทีมจัดการ ยาเสพติด ขนส่งผ่านออนไลน์ อย่างเร่งด่วน

เนื่องจากขณะนี้มีการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด -19 และทำให้ประชาชนส่วนมากนั้นหันมาทำการสั่งของออลไลน์กันมากขึ้นและเป็นการเปิดโอกาสให้มีการขนส่งยาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์เช่นกัน และเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องมีการจัดการอย่างจริงจังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มอบให้ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. วางกลยุทธ์และมาตรการในการป้องกันการลักลอบขนส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์ พัสดุภัณฑ์ และระบบขนส่งอย่างจริงจัง

ยึดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติให้เป็นรูปธรรม

พล.ต.อ.สุวัฒน์ ระดมทีมทำงาน พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นรอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มาเป็นแม่งานขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการลักลอบส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์ พัสดุภัณฑ์ ระบบขนส่งหรือระบบ Logistic เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศไทย

ทีม บช.ปส. พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส. พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รอง ผบช.ปส. เลขาศูนย์ พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.ปส.3 ผู้ช่วยเลขาศูนย์ ร่วมกันวางมาตรการเข้มข้นให้ บช.น. บช.ภ.1-9 บช.ปส. บช.สตม. และบช.ตชด.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ลุยปราบยาเสพติดชายแดนเหนือ

ซึ่งยาเสพติดผู้ใหญ่ก็คงไม่อยากให้มีขึ้นมาและทุกคนก็เร่งแก้ไขปัญหากันอย่างเร่งด่วน โดยรมว.ยุติธรรม มอบนโยบายปราบยาเสพติดชายแดนภาคเหนือ หวังทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมกัน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนทำเป็นแนวร่วม แนะเวลาปิดล้อมตรวจค้นเก็บ DNA เป้าหมายป้องกันร่วมขบวนการ เน้นยึดทรัพย์ตัดวงจรควบคู่ปราบปราม เชื่ออีกปีเศษได้เห็นน้ำเห็นเนื้อ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.64 ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จ (พ.ศ. 2562-2565) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีและมอบนโยบายการขับเคลื่อน พร้อมด้วย ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมถ์ นายชยาวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเจริญฤทธิ์ สงวนศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายชุติเดช มีจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พล.ท.ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์ ผอ.ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กอ.รมน. พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.บช.ปส. และนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. ร่วมงาน

นายสมศักดิ์ กล่าวมอบนโยบายว่า ตนในนามของผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ และประธานคณะกรรมการปฏิบัตินโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือ ได้รับทราบผลปฏิบัติการที่ผ่านมาถือว่าน่าพอใจ ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง แต่ยังมีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านเข้ามาทั้งทางบกและทางน้ำ จึงขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการ ทำงานบูรณาการร่วมกัน สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนเพื่อเป็นแนวร่วม และอาจจะได้รับข่าวสารที่ดีอีกด้วย การปราบปรามและการบังคับใช้กฎหมาย ต้องทำควบคู้ไปกับยึดทรัพย์ตัดวงจร ส่วนการเข้าปิดล้อมตรวจค้นในหมู้บ้านชุมชนทุกครั้ง ขอให้มีการเก็บชีววัตถุหรือดีเอ็นเอของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นการป้องปราบกลุ่มเป้าหมายไม่ให้เข้าร่วมขบวนการ เพราะดีเอ็นเอจะใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ การป้องกันยาเสพติดต้องเน้นสร้างความเข้มแข็งในทุกภาคส่วน ใช้แนวทางหมู่บ้านเข้มแข็งปลอดยาเสพติด เพื่อให้สอดคล้องดูแลซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและเน้นในสถานศึกษาด้วย และต้องมีการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด เพื่อให้กลับมาเป็นครอบครัวที่อบอุ่น และยังมีโครงการร้อยใจรักษ์ ภายใต้พระราโชบาย ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่ถือเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหายาเสพติดอีกด้วย