5 “ยาเสพติด” อันตรายที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน

5 “ยาเสพติด” อันตรายที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน

แม้ว่าภาครัฐจะให้ความรู้ คำแนะนำ และอันตรายของยาเสพติดอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งยังมีการเพิ่มโทษสำหรับผู้ขาย และผู้เสพ ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่กระนั้นเราก็ยังเห็นตามหน้าข่าวอยู่บ่อยๆ Sanook! Health รวบรวมข้อมูลยาเสพติดที่พบมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาให้ทราบกัน

  1. LSD

แอลเอสดี (lysergic acid diethylamide) เป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์หลอนประสาทอย่างแรง เป็นสารที่ผลิตขึ้นมาจาก lysergic acid ของสารจำพวก ergot ซึ่งเป็นรา (fungus) ที่ขึ้นอยู่ตามเมล็ดข้าวไร ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีรสขมเล็กน้อย

ลักษณะของยา : มักเสพโดยการรับประทานสูดดม เคี้ยว หรืออม  มีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ เม็ดกลมแบน แคปซูล แผ่นเจล (gelatin sheets) ของเหลวบรรจุในหลอดแก้ว ส่วนใหญ่ที่พบจะนำเอา LSD ไปหยดลงบนกระดาษสี่เหลี่ยม ที่มีคุณสมบัติดูดซับ เรียกว่า blotter paper ที่มีลวดลายและสีสันต่างๆ แล้วแบ่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ คล้ายสแตมป์ นิยมเรียกกันในหมู่ผู้เสพว่า สแตมป์เมา กระดาษเมา (magic paper) จะออกฤทธิ์ภายใน 30 – 90 นาที และมีฤทธิ์อยู่ได้นาน 8 – 12 ชั่วโมง

การออกฤทธิ์ : ทำให้รูม่านตาขยาย อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เพิ่มความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ เหงื่อออก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ปากแห้ง และมือไม้สั่น ผู้ที่เสพในระยะแรก ๆ จะมีความสุข อารมณ์ดี รู้สึกคึกคัก แต่หลังจากนั้นจะเกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง มีอาการหวาดกลัว จนกระทั่งอาจทำร้ายตนเอง หรือนำไปสู่การฆ่าตัวตาย โดยที่ผู้นั้นไม่สามารถยับยั้งตนเองได้ หากเสพแอลเอสดีติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เป็นโรคจิตได้

  1. ยาบ้า

ยาบ้า หรืออดีตชื่อยาม้า หรืออีกชื่อคือ เมทแอมเฟตามีน ผลิตโดยมีสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่มีแอมเฟตามีนเป็นส่วนประกอบ เดิมทีเคยถูกใช้เป็นยารักษาโรค Narcolepsy หรือโรคงีบหลับตลอดเวลาแบบไม่รู้ตัว รวมทั้งมีการนำมาใช้กับเด็กที่มีอาการไฮเปอร์ อยู่ไม่นิ่งและไม่สามารถควบคุมสมาธิในการเรียนได้ และด้วยฤทธิ์ของยาจึงมีการนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์

ลักษณะของยา : ยาบ้ามีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีส้ม แดง น้ำตาล เขียว มีอักษร WY, Y, R

การออกฤทธิ์ : ยาบ้าออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางด้วยการกระตุ้นประสาท ทำให้เกิดการตื่นตัว ไม่ง่วง ตื่นตัวมีกำลังวังชา ทำให้อัตราการเต้นของจังหวะหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง มีอาการใจสั่น ตึงเครียด เมื่อฤทธิ์ยาหมดลงผู้เสพจะมีอาการอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ระบบสั่งการทางสมองทำงานช้าลง การตัดสินใจช้าและเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ ผู้เสพยาบ้าจะมีอาการอยู่ไม่นิ่ง ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรตลอดเวลาอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน แขนขาสั่น กลิ่นตัวแรง ลมหายใจเหม็น

  1. เฮโรอีน

เฮโรอีน เป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรง สังเคราะห์ได้จากเมล็ดฝิ่น

ลักษณะของยา : เฮโรอีนจะมีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาวหรือขาวเข้มจนถึงสีน้ำตาล หรืออาจมีลักษณะเป็นก้อนเหนียวสีน้ำตาลที่มีสารประกอบของทาร์เรียกว่า “black tar heroin” โดยผู้ใช้จะเสพเฮโรอีนโดยการสูดเข้าทางจมูก สูบ หรือฉีดเข้าทางเส้นเลือด สีของเฮโรอีนสามารถบอกได้ถึงความบริสุทธิ์ได้ โดยเฮโรอีนที่มีสีขาวขุ่นหรือสีน้ำตาลจะมีส่วนประกอบของสารเคมีอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งจะมีอันตรายมากกว่าสีขาวที่เป็นเฮโรอีนบริสุทธิ์

การออกฤทธิ์ : เฮโรอีนออกฤทธิ์ต่อสมอง ทำให้ผู้เสพเกิดอาการอิ่มเอมใจ มีความสุข มีอาการปากแห้ง และตัวแดงจากการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ ยังเกิดความรู้สึกหนักมือ เท้า หรือขาด้วย โดยจะออกฤทธิ์ได้นานถึง 3-5 ชั่วโมง และเมื่อยาหมดฤทธิ์ลง ผู้เสพจะมีอาการกึ่งง่วงกึ่งตื่น อาจทำให้เกิดอาการมึนเมาและสมองตื้อ ซึ่งเป็นอาการที่ยังไม่สร่างจากการเมายา เนื่องจากฤทธิ์ของยาได้ไปกดประสาทและระบบประสาทส่วนกลางไว้ ผู้เสพอาจมีอาการพูดไม่ชัด เปลือกตาปิด มองไม่ชัดในตอนกลางคืน ปวดตามส่วนต่างๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ สันหลัง บั้นเอวและปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีอาการจุกภายในอกราวกับจะขาดใจตาย อ่อนเพลียอย่างหนัก มีอาการหนาวๆ ร้อนๆ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ทุรนทุรายอึดอัด ผู้ที่เสพติดหนักๆ บางรายอาจมีอาการชักตาตั้ง น้ำลายไหลฟูมปาก ม่านนัยน์ตาดำหดลง มึนงง หายใจไม่ออก ความจำเสื่อม หากเสพเกินขนาดอาจเสียชีวิตได้

  1. ยาอี

ยาอี หรือยาเลิฟ เป็นยาเสพติดที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาโดยมนุษย์ ถูกใช้ในกลุ่มวัยรุ่นค่อนข้างมาก เพราะออกฤทธิ์ต่อสาเคมีในสมอง ทั้งเซโรโทนิน และนอร์อิพิเนฟริน ซึ่งทำให้รู้สึกมีความสุข สนุกสนาน และส่งผลต่ออารมณ์ทางเพศ แต่หลังจากนั้นอาจเกิดภาพหลอน วิตกกังวล ไปจนถึงอาการซึมเศร้า ที่เป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายหลังใช้ยาได้

ลักษณะของยา : ยาอีมีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบน ด้านหนึ่งนูนหรือเรียบ หรือมีขีดแบ่งครึ่ง อีกด้านหนึ่งพิมพ์รูปภาพ หรืออักษรต่างๆ เช่นรูปดอกไม้ ผีเสื้อ การ์ตูน หรือเป็นตัวอักษรเช่น adam, love เป็นต้น เสพด้วยวิธีรับประทาน

การออกฤทธิ์ : ยาอีออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นประสาท และหลอนประสาท มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า แต่มีฤทธิ์ที่รุนแรงกว่าประมาณ 10 เท่า โดยออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท และ ทำลายเซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับความคิดและความจำเช่นเดียวกัน ผู้เสพจะรู้สึกสนุกสนาน มีอารมณ์เป็นสุข และมีอาการประสาทหลอน เห็นภาพที่ผิดปกติ ได้ยินเสียงผิดธรรมชาติ ความคิดสับสน หวาดวิตก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น หายใจเร็ว นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการอยู่ไม่สุข ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากเสพเข้าไปภายในเวลา 30-45 นาที และมีฤทธิ์อยู่ในร่างกายได้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง แล้วถูกขับออกจากร่างกายทางเหงื่อ และปัสสาวะ หมดภายในประมาณ 72 ชั่วโมง แต่ยาอีจะทำให้รู้สึกติดยา อยากหามาเสพเรื่อยๆ และต้องเพิ่มขนาดของยาไปเรื่อยๆ หากเสพยาเกินขนาดอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ และเสียชีวิตได้

  1. กัญชา

กัญชา เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ใบแตกเป็นแฉกคล้ายใบสำปะหลังหรือใบละหุ่ง มีสารเคมี cannabinoids ที่เชื่อว่าออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มีการค้นคว้าเกี่ยวกับฤทธิ์ของ thc นำไปสู่การผลิตยา dronabinol (marinol) ซึ่งมีส่วนผสมของ thc สำหรับใช้ในผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน และทำให้เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยเอดส์

ลักษณะของยา : กัญชานิยมเสพโดยการสูบจากใบแห้ง

การออกฤทธิ์ : ฤทธิ์ของกัญชาเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย จะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสพกัญชาจะมีอาการเคลิ้มจิต โดยในขั้นต้นๆ มักจะเป็นอาการกระตุ้นประสาท และบางคนจะมีอาการตึงเครียดทางใจหรืออาการกังวล ต่อมาก็มีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าบรรยากาศทั่วๆ ไปเงียบสงบ จากนั้นมักจะมีปฏิกริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เดี๋ยวหัวเราะลั่นเดียวสงบ นอกจากนี้ผู้เสพจะรู้สึกล่องลอย ปากแห้ง สับสน อยากอาหาร ชีพจรเพิ่มขึ้น ตาแดงขึ้นในขณะที่เสพยา หากเสพเป็นประจำจะทำให้สุขภาพเสื่อมลง ได้แก่ โรคหลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบทางเดินหายใจอักเสบ ตะคริว ท้องร่วง หากเลพกัญชาเกินขนาดอาจมีอาการช็อก และเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายของไทยแบ่งโทษของการเสพ ครอบครอง และขายในยาเสพติดแต่ละชนิดต่างกัน โดยมีโทษตั้งแต่จำคุกไม่เกิน 1 ปี ไปจนถึงจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สามารถเช็กโทษทางกฎหมายของการเสพ ครอบครอง และขายยาเสพติดในประเทศไทย

5 “ยาเสพติด” อันตรายที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน

เกี่ยวกับยาเสพติด

ยาเสพติดภัยร้ายใกล้ตัว

“ยาเสพติด เป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” สโลแกนนี้คนไทยทุกคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และพยายามร่วมมือกันต่อต้านการแพร่ระบาดของยาเสพติด จึงได้มีการประกาศให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันต่อต้านยาเสพติด” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงพิษภัยและโทษของยาเสพติด ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้เผชิญกับปัญหายาเสพติดเช่นเดียวกัน และนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นสำนักงานสถิติแห่งชาติเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำรวจในปี 2555 นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่าเกือบครึ่งของประชาชนระบุว่ายังคงมีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน/หมู่บ้าน (ร้อยละ 40.4) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีประชาชนประมาณ 1 ใน 3 ที่ระบุว่ามีปัญหาฯ (ร้อยละ 32.2)

แม้ภาครัฐจะมีมาตรการเชิงรุกในการปราบปราบกระบวนการ ค้ายาเสพติด อย่างเข้มงวด แต่ประชาชนยังคงคิดว่ายาเสพติดหาซื้อได้ง่ายขึ้น มากกว่าเดิมเกือบเท่าตัวจากร้อยละ 8.0 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 13.0 ในปี 2555 เช่นเดียวกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในโรงเรียน/สถานศึกษา ที่ประชาชนประมาณ 1 ใน 3 ยังคงคิดว่ามีปัญหาอยู่

แม้ภาครัฐจะกวดขันการจัดระเบียบสังคมในชุมชน/หมู่บ้าน โดยเฉพาะการมั่วสุมของเด็ก/เยาวชนตามสถานบันเทิงต่างๆ เพื่อป้องกันการถูกชักนำไปในทางที่ผิด เนื่องจากในสถานบันเทิงมักหนีไม่พ้นที่จะต้องมีการดื่มสุราอย่างแน่นอน และสุราอาจถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเสี่ยงต่อการอยากรู้อยากลองของวัยรุ่นเช่นกัน ข้อมูลการดื่มสุราของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ตั้งแต่ปี 2547 – 2554 กลุ่มวัยรุ่นมีการดื่มสุราเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 23.5 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 23.7 ในปี 2554 แม้ดูเหมือนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยแต่ถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้วัยรุ่น/เยาวชนมีโอกาส สัมผัสกับยาเสพติด และตกเป็นทาสยาเสพติดได้ในที่สุด

ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วนในวงกว้าง และเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรงต่างๆ นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันสอดส่องดูแลการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยเริ่มต้นจากการสร้างครอบครัวให้มีความรัก ความอบอุ่น มีการดูแลเอาใจใส่บุคคลในครอบครัว เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยยาเสพติด สังคมไทยจะได้น่าอยู่ สงบสุขอย่างยั่งยืน…. คุณ….คือพลัง……หยุดยั้งยาเสพติด!!!!

สถานการณ์ยาเสพติดในช่วงระบาดโควิด 2019

มีการแถลงข่าว หัวข้อ “สถานการณ์ยาเสพติดในช่วงระบาดของโควิด-19 ลดน้อยลงหรือโดดเพิ่มขึ้น” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.)ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) เมื่อเร็วๆ นี้

ดร.สุริยัน บุญแท้ ผู้จัดการ SAB เปิดเผยผลสำรวจการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดในช่วงการระบาดของโควิด-19จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป 1,825 ราย ในพื้นที่ 15 จังหวัดครอบคลุมทั่วประเทศ เมื่อปลายเดือนที่แล้วพบกลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง คือ ร้อยละ 61.2 รู้ว่าการใช้สารเสพติดเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่ร้อยละ 79.3 รู้ว่าสารเสพติดทำลายภูมิต้านทานของร่างกาย ติดเชื้อง่าย ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 12.8 พบเห็น/รับรู้ว่ามีการใช้สารเสพติดในชุมชน โดยบุคคลที่ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่เป็นเพื่อนบ้าน รองลงมาคือ คนในชุมชน นอกจากนี้ ร้อยละ 7.6 ยังพบเห็น/ รับรู้ว่ามีการซื้อขายสารเสพติดในชุมชน โดยผู้ขายครึ่งหนึ่งเป็นคนในชุมชน

ดร.สุริยัน กล่าวต่อว่า การสำรวจยังได้ถามถึงการใช้สารเสพติดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 4.6 มีการใช้สารเสพติด อาทิ กัญชา ใบกระท่อม รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ แต่ในช่วงการระบาดโควิด-19 มีแนวโน้มใช้สารเสพติดน้อยลง ร้อยละ 29.8หรือบางรายไม่ใช้เลย สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากไม่ได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่ให้กักตัวอยู่บ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ถี่ขึ้น การซื้อขายในยามวิกาลทำได้ยากเพราะมีเคอร์ฟิว ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาเสพติดมากขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 6เกิดจากความเครียด เบื่อหน่าย และมีเวลาว่างมาก

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ประเทศไทยรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี จากผลสำรวจของ SAB ในช่วงการระบาดของโควิด-19 มีผู้ใช้สารเสพติดรวมถึงแอลกอฮอล์และบุหรี่ลดลงอย่างมาก ในกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่ใช้สารเสพติดร้อยละ 4.6 เป็นผู้ใช้สารเสพติดประเภทใบกระท่อมลดลงถึง 1 ใน 3 หรือ ร้อยละ 39 ดื่มแอลกอฮอล์ลดลง ร้อยละ 56.4 สูบบุหรี่ลดลง ร้อยละ 28.1 สาเหตุหลักที่ทำให้ใช้สารเสพติดลดลงมาจากมาตรการSocial Distancing ทำให้ลดปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ดีต่อสุขภาพขณะเดียวกันประชาชนตื่นตัวด้านการรักษาสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่คนไทยหันมาใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น

ขณะนี้ ปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชนไทยยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุ 12-19 ปี ที่มีการใช้สารเสพติดมากถึงร้อยละ 3.72 ในปี 2562 โดยครึ่งหนึ่งกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นกลุ่มสารเสพติดที่ใช้เพิ่มขึ้น คือ กัญชา พืชกระท่อม และเฮโรอีน และมีแนวโน้มการใช้สารเสพติดผิดกฎหมายมากกว่าหนึ่งชนิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สสส. และภาคีเครือข่าย จะนำผลสำรวจไปศึกษาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานเฝ้าระวัง และเยียวยา นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ผู้จัดการ ศศก. กล่าวว่าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนวินเชสเตอร์คอลเลจ ประเทศอังกฤษ ได้ทำการสำรวจร่วมกัน เรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงการระบาดโควิด-19 กับผลทางสุขภาพจิตในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในอังกฤษและไทย ผลศึกษาเบื้องต้นพบเยาวชนมีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงร้อยละ 42-62 และมีการใช้สารเสพติดในช่วงโควิด-19 ระบาด เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ กัญชา ซึ่งเป็นในทิศทางเดียวกับผลสำรวจของ SAB โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดประเภทสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่เสพโดยการสูดควันเข้าสู่ร่างกาย เช่น ไอซ์ยาบ้า กัญชาแบบสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อปอดโดยตรง หากติดโควิด-19 จะมีอาการที่แย่ลงกว่าคนปกติ เนื่องจากเชื้อไวรัสเข้าไปทำลายปอด รวมถึงสารที่มีฤทธิ์ระงับอาการปวดกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids) เช่น ฝิ่น เฮโรอีน หรือยาแก้ปวด จะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อ มีอาการทรุดลง เพราะออกฤทธิ์กดประสาททำให้หายใจช้าลง และระดับออกซิเจนในเลือดลดลงตาม

หากโควิด-19 ระบาดในไทยรอบ 2 แพทย์ต้องเตรียมรับมืออาการของโรคที่เกิดจากผลข้างเคียงในผู้ใช้สารเสพติด ทั้งนี้ ผู้เสพยาเสพติดถือเป็นกลุ่มที่เปราะบาง ในช่วงที่มีผู้ใช้สารเสพติดลดลง รัฐควรออกมาตรการต่อเนื่องหรือเพิ่มเติมเพื่อให้สารเสพติดเข้าถึงประชาชนได้ยากขึ้น รวมถึงสร้างความเข้าใจกับประชาชน ไม่รังเกียจหรือกีดกันผู้ติดยาเสพติดเพื่อให้คนในกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงแพทย์ได้อย่างเต็มที่เมื่อมีการติดเชื้อโควิด-19

สถานการณ์ยาเสพติดในช่วงระบาดโควิด 2019

หมอเตือน ‘นักเที่ยวกลางคืน’ นิยมเสพ ‘ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี’ ครั้งเดียวเสี่ยงช็อกตาย

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy) เป็นยาเสพติดกลุ่มเดียวกัน จะแตกต่างกันบ้างในด้านโครงสร้างทางเคมี มีทั้งที่เป็นแคปซูลและเป็นเม็ดยาสีต่างๆ แต่ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบน และมีสัญลักษณ์บนเม็ดยาเป็นรูปต่างๆ เช่น กระต่าย ค้างคาว นก ดวงอาทิตย์ เป็นต้น พบแพร่ระบาดมากในกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมเที่ยวกลางคืน เมื่อเสพยาอีเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ภายในเวลา 45 นาที และฤทธิ์ของยาจะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6-8 ชั่วโมง

“โดยออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้น จะหลอนประสาทอย่างรุนแรง ผู้เสพจะรู้สึกร้อน เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง การได้ยินเสียง และการมองเห็นแสงสีต่างๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ จากการวิจัยพบว่ายาชนิดนี้มีอันตรายร้ายแรง แม้จะเสพเพียง 1-2 ครั้ง สามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผู้เสพมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย และทำลายเซลล์สมอง” นพ.ภาสกรกล่าว

ด้าน นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า ยาอีจะเข้าไปทำลายระบบประสาททำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการควบคุมอารมณ์ทำงานผิดปกติ โดยจะหลั่งสารนี้ออกมามากกว่าปกติทำให้สดชื่น อารมณ์ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปสารดังกล่าวจะลดน้อยลง ทำให้ผู้เสพเข้าสู่สภาวะ
อารมณ์เศร้าหมองหดหู่ เกิดอาการซึมเศร้า และอาจกลายเป็นโรคจิตประเภทซึมเศร้า (Depression) มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติ นอกจากนี้ การที่สารซีโรโทนินลดลง จะทำให้การนอนหลับผิดปกติ เวลาการนอนลดลง หลับไม่สนิท อ่อนเพลียขาดสมาธิในการเรียนและทำงาน

“การเสพยาอีอาจไม่ทำให้ผู้เสพเสียชีวิตได้โดยตรง แต่การที่นิยมเสพระหว่างปาร์ตี้ สังสรรค์ ทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ และเสียเหงื่ออย่างมากจากการที่ยาเข้าไปกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลาและเต้นได้ตลอดงาน เกิดภาวะขาดน้ำอย่างฉับพลัน บางรายนิยมเสพพร้อมกับดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพยาชนิดอื่นร่วมด้วย หรือเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจ จะทำให้เกิดอาการช็อกและเสียชีวิต” นพ.สรายุทธ์กล่าว และว่า หากประสบปัญหาด้านยาและสารเสพติดสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmnidat.go.th หรือเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดได้ที่ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ จ.ปทุมธานี และโรงพยาบาล (รพ.) ธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ รพ.ธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี

จับ “ยาอี” ส่งพัสดุจากยุโรป 5 เดือน กว่าแสนเม็ด

จับ "ยาอี" ส่งพัสดุจากยุโรป 5 เดือน กว่าแสนเม็ด

ป.ป.ส.เผยมีความพยายามลักลอบนำเข้ายาอีมากขึ้น ร่วมมือกรมศุลกากร ตำรวจปราบยาเสพติด และศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ สกัดกั้นยาอีส่งขนส่งผ่านพัสดุภัณฑ์จากประเทศแถบยุโรป 5 เดือน รวมทั้งสิ้น 100,257 เม็ด

วันนี้ (4 มี.ค.2563) นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27-29 ก.พ.2563 เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด และศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ภายใต้ภารกิจสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Taskforce : AITF) ได้ร่วมกันสืบทราบว่าจะมีการลักลอบนำ “ยาอี” หรือ “เอ็กซ์ตาซี่” จากเยอรมนีเข้าไทยโดยใช้บริการรับส่งพัสดุภัณฑ์ จึงได้พิสูจน์และติดตามจนพบพัสดุรวม 3 กล่อง บรรจุยาอีรวม 26,340 เม็ด จึงทำการตรวจยึดก่อนที่จะถูกกระจายไปยังแหล่งแพร่ระบาด และทำการขยายผลจับบุคคลที่มีส่วนร่วมทั้งชาวไทย และต่างชาติอีก 3 คน

5 เดือน 6 ประเทศยุโรปลอบขนกว่าแสนเม็ด

เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติพยายามนำเข้ายาอี โดยใช้ระบบขนส่งพัสดุภัณฑ์จากประเทศแถบยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดย 5 เดือนที่ผ่านมา สามารถสกัดกั้นยาอีที่ถูกส่งมาจากประเทศแถบยุโรปรวม 10 ครั้ง คือ เยอรมนี 2 ครั้ง เนเธอร์แลนด์ 2 ครั้ง ฝรั่งเศส 2 ครั้ง โปรตุเกส 2 ครั้ง เบลเยี่ยม 1 ครั้ง และสโลวาเกีย 1 ครั้ง รวมยึดยาอีทั้งสิ้น 100,257 เม็ด ทั้งนี้ เนื่องจากยาอีเป็นยาเสพติดที่มีแหล่งผลิตในยุโรป โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์

สำหรับยาอีจัดอยู่ในกลุ่มสารสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเหมือนยาบ้าและไอซ์ และเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีโทษทางกฎหมายค่อนข้างรุนแรง หากกระทำผิดในข้อหาลักลอบนำเข้า มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หากจำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย มีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท

“ยาอี” ยังไม่แพร่ระบาดในวงกว้างเท่ายาบ้า

สำหรับการแพร่ระบาดยาอีในไทย นับว่ายังไม่แพร่หลายในวงกว้างมากเท่ากับยาบ้า เพราะปัจจัยด้านราคาและนิยมเสพกันเฉพาะในกลุ่มคนเที่ยวกลางคืนและมีฐานะการเงิน จึงระบาดอยู่ในสถานบันเทิงและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติอยู่เป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม ต้องมีเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะพบการลักลอบนำเข้าบ่อยครั้งขึ้น ยังมีแนวโน้มว่ามีผู้เสพติดยาอีเข้าบำบัดเพิ่มขึ้นด้วย และขอเตือนกลุ่มผู้ใช้ว่ายาอีเป็นยาเสพติดอันตรายที่ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาท มีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง และหากเสพเกินขนาดจะมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้

“อาเซียน” แลกเปลี่ยนข้อมูลปราบยาเสพติด

เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวว่า การดำเนินการภายใต้ภารกิจสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน จนส่งผลอย่างดียิ่งในการสกัดกั้นนี้ ไม่เฉพาะเป็นการบูรณาการความร่วมมือกันของหน่วยงานความมั่นคงดังที่กล่าวมา แต่ยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดในอาเซียน ซึ่งไทยถือเป็นหน่วยงานหลักในการประสานการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

นายกฯ สั่งบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติด

ประการสำคัญเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาจะต้องลดลงจนอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ซึ่งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมทรัพยากรแก้ไขปัญหาในทุกมิติ และขอให้พยายามลดปัญหาให้ได้ในทุกวิถีทาง จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ ซึ่งหากพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

จับ “ยาอี” ส่งพัสดุจากยุโรป 5 เดือน กว่าแสนเม็ด

ยาเสพติด

สาเหตุและการป้องกัน การติดยาเสพติด

สาเหตุของการติดยาเสพติดมีหลายประการดังนี้

  1. อยากลอง อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัส ซึ่งเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์  โดยคิดว่า “ไม่ติด”  แต่เมื่อลองเสพเข้าไปแล้วมักจะติด
  2. ถูกเพื่อนชักชวน  ส่วนใหญ่พบในกลุ่มเยาวชน ทำตามเพื่อน  เพราะต้องการ การยอมรับจากเพื่อนฝูง หรือถูกชักจูงว่าใช้แล้วทำให้สมองปลอดโปร่ง  หรือใช้แล้วทำให้ขยันจึงเหมาะแก่การเรียน และการทำงาน
  3. ถูกหลอกลวง  โดยอาศัยรูปแบบสีสันสวยงาม  ทำให้ผู้รับไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่ตนได้รับเป็นยาเสพติด
  4. ใช้เพื่อลดความเจ็บปวดทางกาย  อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บ  จนเกิดการติดยา เพราะใช้เป็นประจำ
  5. เกิดจากความคนอง และขาดสติยั้งคิด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นยาเสพติด แต่อยากแสดง ความเก่งกล้า อวดเพื่อน จึงชวนกันเสพจนติด
  6. ภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เอื้ออำนวยที่จะส่งเสริม  และผลักดันให้หันเข้าหายาเสพติด เช่น  ครอบครัวแตกแยก สมาชิกในครอบครัวขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ภาวะเศรษฐกิจบีบบังคับให้ทำเพื่อความอยู่รอด  อยากรวยเร็ว หรือพักอาศัยอยู่ ในแหล่งที่มีการเสพและค้ายาเสพติด 

จากแผนภาพจะเห็นได้ว่าเพศชายนั้น เคยใช้ยาเสพติดมากกว่าเพศหญิง โดยที่ช่วงอายุของเพศชายที่เคยใช้มากที่สุดคือ อยู่ในช่วงอายุ 45 – 65 ปี และเพศหญิงเคยใช้ยาเสพติดมาสุดอยู่ในช่วงอายุ 25 – 44 ปี
การป้องการการติดยาเสพติด

  • ป้องกันตนเอง ไม่ใช้ยาโดยมิได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และจงอย่าทดลองเสพยาเสพติดทุกชนิดโดยเด็ดขาด เพราะติดง่ายหายยาก
  • ป้องกันครอบครัว ควรสอดส่องดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัวหรือที่อยู่รวมกัน อย่าให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ต้องคอยอบรมสั่งสอนให้รู้ถึงโทษและภัยของยา-เสพติด หากมีผู้เสพยาเสพติดในครอบครัวจงจัดการให้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลให้หาย เด็ดขาด การรักษาแต่แรกเริ่มติดยาเสพติดมีโอกาสหายได้เร็วกว่าที่ปล่อยไว้นานๆ
  • ป้องกันเพื่อนบ้าน โดยช่วยชี้แจงให้เพื่อนบ้านเข้าใจถึงโทษและภัยของยาเสพติด โดยมิให้เพื่อนบ้านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต้องถูกหลอกลวง และหากพบว่าเพื่อนบ้านติดยาเสพติด จงช่วยแนะนำให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล
  • ป้องกันโดยให้ความร่วมมือกับทางราชการ เมื่อทราบว่าบ้านใดตำบลใด มียาเสพติดแพร่ระบาดขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกแห่งทุกท้องที่ทราบ หรือที่ศูนย์ปราบปรามยาเสพติดให้โทษ กรมตำรวจ และที่สำนักงานคณดะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

สถิติยาเสพติดในประเทศไทย

ยาเสพติด คือ สารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยประการใดๆ แล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจใน ลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มปริมาณการเสพขึ้นเรื่อยๆ มีอาการขาดยาเมื่อไม่ได้เสพ มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลา และทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง กับให้รวมตลอดถึงพืช หรือส่วนของพืชที่เป็นหรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษหรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษ และสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษด้วย
ประเภทของยาเสพติด
จำแนกตามการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทแบ่งเป็น 4 ประเภท

  1. ประเภทกดประสาท ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยากล่อมประสาท เครื่องดื่มมึนเมา บาร์บิทูเรต ทุกชนิด รวมทั้ง สารระเหย เช่น ทินเนอร์ แล็กเกอร์ น้ำมันเบนซิน กาวเป็นต้น มักพบว่าผู้เสพติดมี ร่างกายซูบซีด ผอมเหลือง อ่อนเพลีย ฟุ้งซ่าน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย
  2. ประเภทกระตุ้นประสาท ได้แก่ยาบ้า ยาไอซ์ ยาอี กระท่อม โคเคน เครื่องดื่มคาเฟอีน มักพบว่าผู้เสพติด จะมีอาการ หงุดหงิด กระวนกระวาย จิตสับสน หวาดระแวง บางครั้งมีอาการคลุ้มคลั่ง หรือทำในสิ่งที่คนปกติ ไม่กล้าทำ เช่น ทำร้ายตนเอง หรือฆ่าผู้อื่น เป็นต้น
  3. ประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี เห็ดขี้ควาย ดี.เอ็ม.ที.และ ยาเค เป็นต้น ผู้เสพติดจะมีอาการประสาทหลอน ฝันเฟื่อง หูแว่ว ได้ยินเสียงประหลาดหรือเห็นภาพหลอนที่น่าเกลียดน่ากลัว ควบคุมตนเองไม่ได้ ในที่สุดมักป่วยเป็นโรคจิต
  4. ประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน คือทั้งกระตุ้นกดและหลอนประสาทร่วมกัน ผู้เสพติดมักมี อาการหวาดระแวง ความคิดสับสน เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ควบคุมตนเองไม่ได้และป่วยเป็นโรคจิตได้แก่ กัญชา     

ยาเสพติด เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ถึงแม้ว่าจะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกัน ปราบปราม และบำบัด แต่ปัญหายาเสพติดก็ยังไม่หมดไปจากสังคมไทย การแก้ปัญหายาเสพติดจึงถือเป็นวาระแห่งชาติ มีการจัดตั้ง ศูนย์อำรวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) โดยยึดหลักที่ว่า ผู้ผลิต ผู้ขาย จะต้องได้รับการปราบปรามอย่างเข้มงวดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ในขณะที่ผู้เสพคือผู้ป่วยที่ต้องรับการบำบัดรักษา

สถิติยาเสพติดในประเทศไทย

ตำรวจรวบแก๊งค้ายาเสพติด ผงะ “ยาอี” ผสมผงชานมไข่มุก-บรรจุขายเป็นซองพร้อมชง

ตำรวจรวบแก๊งค้ายาเสพติด ผงะ “ยาอี” ผสมผงชานมไข่มุก-บรรจุขายเป็นซองพร้อมชง

ตำรวจรวบแก๊งค้ายาเสพติด – วันที่ 14 ม.ค. ซินชิวเดลี รายงานเตือนภัยสังคมจากการลักลอบ ค้ายาเสพติด รูปแบบใหม่ใน มาเลเซีย หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังบุกค้นที่พักของแก๊งค้ายาเสพติดในพื้นที่เกาะลังกาวี และเมืองบูกิตติงกิ รัฐปะหัง เจอซองบรรจุผงเครื่องดื่มเลียนแบบร้านเครื่องดื่มชื่อดังจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีผง ชานม สำหรับชง ชานมไข่มุก ผงชามะนาว และผงน้ำผลไม้

จากการตรวจสอบส่วนประกอบพบว่ามีสารเสพติดประเภท ยาอี ผสมอยู่ด้วย จึงทำการจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 คน เป็นชาย 4 คน หญิง 3 คน อายุระหว่าง 20-35 ปี ในข้อหาผลิตและค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ยังยึดเครื่องดื่มสำเร็จรูปผสมยาอีแบบขวดอีก 27 ขวด รวมทั้งทรัพย์สินที่คาดว่าได้มาจากรายได้การค้ายาเสพติด ได้แก่ บ้านพักมูลค่ากว่า 3.4 ล้านบาท รถยนต์ 4 คัน กระเป๋ายี่ห้อแพง 4 ใบ นาฬิกาหรู 2 เรือน และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง

MDMA หรือยาอี ยาเสพติดมีฤทธิ์อันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย อาจเสียชีวิตได้ ไม่ควรทดลอง หรือเสพ

MDMA หรือยาอี

ยาอี จัดเป็นยาเสพติดสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้เสพเกิดความรู้สึกทางเพศ รวมถึงรู้สึกมีความสุขมากกว่าเดิม แต่ขณะเดียวกันมันก็จัดเป็นยาเสพติดชนิดรุนแรงที่ให้โทษถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

หรือถึงแม้ผู้เสพจะไม่เสียชีวิต ยาอีก็ส่งผลกระทบทำให้ผู้เสพมีความผิดปกติทางสุขภาพได้มากมาย

ความหมายของยาอี

ยาอี (Ecstasy) หรือยาเอ็กซ์ตาซี คือ เป็นยาเสพติดสังเคราะห์ที่แต่เดิมผลิตขึ้นมาเพื่อรักษาโรคอ้วน และโรคนอนหลับผิดปกติ แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกการใช้เป็นยารักษาแล้ว และกลายเป็นยาเสพติดในรูปของยาผง ยาเม็ดเม็ด หรือยาแคปซูล

ยาอีได้รับฉายาอีกอย่างว่า “ยาแห่งความรัก” หรือ “ยาเลิฟ” เนื่องจากสามารถออกฤทธิ์ทำให้ผู้เสพรู้สึกได้รับความรักใคร่ หรือความอบอุ่นอย่างไม่มีที่มาที่ไป อีกทั้งเป็นยาที่กระตุ้นทำให้ผู้เสพอยากบอกความในใจออกมาทุกอย่าง

ผู้เสพยาอีมักเสพยาตัวนี้เพื่อให้เกิดความรู้สึกทางเพศมากขึ้น รวมถึงทำให้รู้สึกมีกำลังวังชา ตื่นตัวขยันขันแข็งมากกว่าเดิม ผู้ที่กำลังเศร้า หรือเครียดยังมักเสพยาอีเพื่อให้ตนเองรู้สึกมีความสุข และสนุกสนานมากกว่าเดิมด้วย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาอี

ยาอีจะออกฤทธิ์ส่งผลต่อสารเคมีในสมองภายใน 30 นาทีหลังเสพยา ผู้เสพจะรู้สึกเมายาไปเป็นระยะเวลาประมาณ 3-6 ชั่วโมง ซึ่งถึงแม้ยาอีจะออกฤทธิ์สร้างความสุข และทำให้เกิดกำลังวังชา แต่ก็ทำให้เกิดโทษมากมายต่อร่างกาย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาอีจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ผลข้างเคียงระยะสั้น และผลข้างเคียงระยะยาว

ผลข้างเคียงระยะสั้นของยาอี

ยาอีจะส่งผลข้างเคียงต่อสารเคมี 2 ชนิดภายในสมอง ได้แก่ สารเซโรโทนิน (Serotonin) และสารนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ทำให้ผู้เสพรู้สึกเคลิบเคลิ้ม มีความสุข แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด และก้าวร้าวแพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ

ตรวจสารเสพติดวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 285 บาท ลดสูงสุด 5%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!กด

Ads h 14

สำหรับผลข้างเคียงระยะสั้นของยาอีที่มีต่อร่างกาย ได้แก่

  • กัด หรือขบฟันบ่อยผิดปกติ
  • กล้ามเนื้อตึง และเกร็งกล้ามเนื้ออย่างควบคุมไม่ได้
  • คลื่นไส้
  • ตาลาย
  • การมองเห็นแย่ลง
  • วิงเวียนศีรษะ หรือเป็นลม
  • รู้สึกหวาดระแวง วิตกกังวลหนัก
  • ความดันโลหิตสูง
  • จังหวะหัวใจเต้นผิดปกติ
  • อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น หรือเรียกว่า “ภาวะตัวร้อนเกิน (Hyperthermia)”
  • ปัสสาวะม่วง

ผลข้างเคียงระยะยาวของยาอี

ผลข้างเคียงระยะยาวจากการเสพยาอีนั้นมีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยผู้เสพยาจะต้องการยาในปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อติดยา ซึ่งฤทธิ์ของยาอีจะส่งผลกระทบมากต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้ความดันโลหิตสูง จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ และทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้

นอกจากนี้การเสพยาอียังส่งผลการทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกายอีก เช่น

  • ความจำเสื่อม
  • นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • เกิดภาวะซึมเศร้า
  • คลุ้มคลั่ง ก้าวร้าวกว่าเดิม
  • เกิดอาการวิตกกังวล
  • ปวดศีรษะ
  • ทารกในครรภ์อาจมีอวัยวะผิดปกติ

ผู้เสพยาบางรายอาจมีอาการเมาค้างหลังจากยาหมดฤทธิ์แล้ว โดยจะมีอาการซึมเศร้า หดหู่ นอนไม่หลับ เจ็บปวดตามกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร และสุดท้ายเมื่อเสพยาเกินขนาด ผู้เสพจะเกิดอาการประสาทหลอน ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะไตวาย มีอาการชัก และเสียชีวิตในที่สุด

ยาอีจัดเป็นยาเสพติดราคาแพง ผู้ผลิตยาจึงอาจผสมสารเสพติดชนิดอื่นๆ ลงไปในเม็ดยาเพื่อให้ยาราคาถูกมากขึ้น เช่น ยาเค เฮโรอีน ซึ่งจะยิ่งทำให้ฤทธิ์ยารุนแรง และเป็นอันตรายต่อร่างกายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

การบำบัดผู้เสพยาอี

การบำบัดยาเสพติดสำหรับผู้เสพติดยาอีมีหลายวิธี เช่นแพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ

ตรวจสารเสพติดวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 285 บาท ลดสูงสุด 5%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!กด

  1. การบำบัดโดยการถอนพิษยา เป็นการบำบัดยาเสพติดในช่วงที่ผู้ป่วยเสพยาเกินขนาด หรือเมายาอย่างหนัก แพทย์จะมีการจ่ายยาเพื่อรักษาอาการที่เกิดจากการเสพยา เช่น อาการคลุ้มคลั่ง นอกจากนี้ยังอาจให้ผู้เสพอาบน้ำเย็นจัด ดื่มน้ำผลไม้ เพื่อให้รู้สึกสบายใจ และสบายตัวมากขึ้น
  2. การบำบัดโดยการรักษาอาการกระหายยา แพทย์จะจ่ายยากระตุ้นสารโดปามีน ซึ่งเป็นสารควบคุมอารมณ์ และความรู้สึก ทำให้ผู้เสพอยากยาน้อยลง
  3. การบำบัดโดยการป้องกันการติดยาซ้ำ เป็นการบำบัดทางพฤติกรรม และให้คำแนะนำกับผู้ที่เสพติดยาอีไม่ให้กลับไปเสพยาอีก รวมถึงฝึกการรับมือสถานการณ์ที่เสี่ยงนำไปสู่การเสพยาอีกครั้ง
  4. การบำบัดโดยการรักษาโรคจิต เป็นการบำบัดสำหรับผู้เสพที่มีภาวะทางจิตเวชจนทำให้ติดยา เช่น ภาวะ หรือโรคซึมเศร้า
  5. การบำบัดโดยแก้ไขสิ่งแวดล้อม เป็นการบำบัดโดยต้องขอความร่วมมือคนใกล้ชิด และคนในครอบครัวผู้เสพ เพื่อให้สภาพแวดล้อมรอบตัวผู้เสพเกิดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้เสพไม่ให้อยากกลับไปเสพยาอีก

ยาอีกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ซึ่งเป็นยาเสพติดที่ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์แต่อย่างใด และมีโทษร้ายแรงต่อร่างกาย ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดประเภทนี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากมีการผลิต นำเข้า ส่งออกเพื่อจำหน่ายยาเสพติดประเภทที่ 1 จะต้องโทษถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 5,000,000 บาท หรืออาจต้องโทษประหารชีวิต

ยาอีเป็นยาเสพติดที่ถูกผลิตขึ้นในห้องแล็ป หรือสถานที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งเป็นยาที่เรียกได้หลายชื่อ คุณจึงอาจถูกหลอกให้เสพยาโดยผู้ที่ชักชวนอาจเรียกชื่อยาอีเป็นยาชื่ออื่นที่ฟังดูน่าเชื่อถือก็ได้

ทางที่ดีหากมีใครชักชวนให้คุณเสพยาเสพติดไม่ว่าจะเป็นชื่อใดก็ตาม ให้คุณหลีกเลี่ยงปฏิเสธโดยเด็ดขาด เพราะการทดลองเสพยาเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่การติดยาซึ่งยากจะถอนตัว และทำให้คุณต้องทุกข์ทรมานกับสุขภาพที่ทรุดโทรมลง รวมถึงอาจต้องใช้เวลาอีกนานจึงจะเลิกยาสำเร็จได้

MDMA หรือยาอี ยาเสพติดมีฤทธิ์อันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย อาจเสียชีวิตได้ ไม่ควรทดลอง หรือเสพ

ป.ป.ส. เผยมีการลักลอบนำเข้ายาอีมากขึ้น ร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สกัดกั้นยาอี

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27-29 กุมภาพันธ์ 2563 เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด และศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ภายใต้ภารกิจสกัดกั้นการลำเลียง ยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Taskforce : AITF) ได้ร่วมกันสืบทราบว่าจะมีการลักลอบนำ “ยาอี” หรือ “เอ็กซ์ตาซี่” จากเยอรมันเข้าไทย โดยใช้บริการรับส่งพัสดุภัณฑ์ จึงได้พิสูจน์และติดตาม จนพบพัสดุรวม 3 กล่อง บรรจุยาอีรวม 26,340 เม็ด จึงทำการตรวจยึดก่อนที่จะถูกกระจายไปยังแหล่งแพร่ระบาด และทำการขยายผลจับบุคคลที่มีส่วนร่วมทั้งชาวไทยและต่างชาติอีก 3 คนเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ พยายามนำเข้ายาอี โดยใช้ระบบขนส่งพัสดุภัณฑ์จากประเทศแถบยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดย 5 เดือนที่ผ่านมา สามารถสกัดกั้นยาอีที่ถูกส่งมาจากประเทศแถบยุโรปรวม 10 ครั้ง คือ เยอรมันนี 2 ครั้ง เนเธอร์แลนด์ 2 ครั้ง ฝรั่งเศส 2 ครั้ง โปรตุเกส 2 ครั้ง เบลเยี่ยม 1 ครั้ง และสโลวาเกีย 1 ครั้ง รวมยึดยาอีทั้งสิ้น 100,257 เม็ด ทั้งนี้เนื่องจากยาอีเป็นยาเสพติดที่มีแหล่งผลิตในยุโรป โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า “ยาอี” จัดอยู่ในกลุ่มสารสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท เหมือนยาบ้าและไอซ์ และเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มีโทษทางกฎหมายค่อนข้างรุนแรง หากกระทำผิดในข้อหาลักลอบนำเข้า มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หากจำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย มีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท
สำหรับการแพร่ระบาดยาอีในไทย กล่าวได้ว่ายังไม่แพร่หลายในวงกว้างมากเท่ากับยาบ้า เพราะปัจจัยด้านราคาและนิยมเสพกันเฉพาะในกลุ่มคนเที่ยวกลางคืนและมีฐานะการเงิน จึงระบาดอยู่ในสถานบันเทิงและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติอยู่เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะพบการลักลอบนำเข้าบ่อยครั้งขึ้น ยังมีแนวโน้มว่ามีผู้เสพติดยาอีเข้าบำบัดเพิ่มขึ้นด้วย และขอเตือนกลุ่มผู้ใช้ว่ายาอีเป็น ยาเสพติดอันตรายที่ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาท มีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง และหากถ้าเสพเกินขนาดจะมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวในตอนท้ายว่า การดำเนินการภายใต้ภารกิจสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดผ่าน ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Taskforce : AITF) จนส่งผลอย่างดียิ่งในการสกัดกั้นนี้ ไม่เฉพาะเป็นการบูรณาการความร่วมมือกันของหน่วยงานความมั่นคงดังที่กล่าวมา แต่ยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานปราบปราม ยาเสพติดในอาเซียน ซึ่งไทยถือเป็นหน่วยงานหลัก ในการประสานการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
ประการสำคัญ เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาจะต้องลดลงจนอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ซึ่งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ได้เน้นย้ำ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมทรัพยากรแก้ไขปัญหาในทุกมิติ และขอให้พยายามลดปัญหาให้ได้ในทุกวิถีทาง จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล ทั้งนี้ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ ซึ่งหากพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

ยา party pills (ยาอี)