สาวไทย ค้ายาอี ในเกาหลี จำคุก 3 ปี

สำนักข่าว MBN News เผยเมื่อเวลา 15:38 น. วันนี้ (19 พ.ย.) คดีสาวไทยนำเข้า ยาอี เจอจำคุกเกาหลี 3 ปี

ผู้พิพากษา ปาร์คอีคยู (Park Yi-kyu) จากเขตชุนชอน, กังวอนโด พิพากษาให้จำคุก สาวไทยที่นำ ยาอี เข้ามาจำหน่าย เป็นระยะเวลา 3 ปี พร้อมค่าปรับ 2.28 ล้านวอน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน นางสาว เอ ใช้เงินจำนวน 700,000 วอน ซื้อยาอีจากสาวไทยคนหนึ่ง และเธอได้ลักลอบนำเข้า ยาอี 20 เม็ดเข้ามายังประเทศเกาหลี โดยเธอเดินทางมาจากไทยมายังสนามบินอินชอน

บ่ายวันต่อมา (13 ก.ย.) มีการซื้อขาย ยาอี บริเวณร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตกังนัม กรุงโซล นางสาวเอ ได้ซื้อ ยาอี จากสาวไทยคนหนึ่งเพิ่มจำนวน 10 เม็ดในราคา 300,000 วอน

หลังจากนั้น นาวสาว เอ ได้ขาย ยาอี จำนวน 30 เม็อให้แก่ลูกค้าในราคา 2.1 ล้านวอน

ซึ่งนั่นถือเป็นการลักลอบนำเข้า ซื้อ และจัดจำหน่ายภายในประเทศอีกครั้ง

ผู้พิพากษา กล่าวว่า
“ยาเสพติดชนิดนี้ เป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์รุนแรง ทำให้ผู้เสพมีอาการเคลิบเคลิ้ม รู้สึกดี ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกทางเพศ อาการง่วง ความไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด และความก้าวร้าว โดยตัวยาจะเพิ่มระดับอารมณ์ของผู้เสพ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สุข ทุกข์ หรือโกรธ นอกจากนี้ ยาอี อาจยังทำให้ผู้เสพรู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้น และอาจส่งผลต่อประสาทสัมผัสและระบบการรับรู้ของสมองอีกด้วย”

สาวไทยคนดังกล่าว กล่าวว่า “เธอถูกพิพากษาให้จำคุกในเกาหลีเป็นระยะเวลา 3 ปี เพราะ เธอมียาเสพติดในครอบครองมิใช่เพื่อเสพ แต่เพื่อการซื้อขายเท่านั้น”

นางสาว เอ ไม่ได้รู้สึกผิดต่อการลักลอบนำเข้ายาอีเพื่อการซื้อขายและจำหน่ายเลย อย่างไรก็ตามเธอก็ถูกพิพากษาให้จำคุกเกาหลีเป็นเวลา 3 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ระวัง ผงบ๊วยยาอี ยาเสพติดรูปแบบใหม่

มาเช็คกันก่อนที่จะแชร์ดีกว่า ยาเสพติดรูปแบบใหม่คล้ายผงบ๊วย ตกลงในไทยมีจริงไหม

ข้อมูลจากสำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ แจ้งว่าที่ประเทศไต้หวันพบสารเสพติดบรรจุอยู่ในถุงซิปล็อค ลักษณะเป็นผงสีชมพู คล้ายผงบ๊วย มีกลิ่นหวาน ไม่มีกลิ่นฉุน ใช้ผสมในเครื่องดื่มหรือมวนในบุหรี่  เมื่อนำไปทำการตรวจวิเคราะห์พบว่ามีสารประกอบหลักคือ MDMA ( 3,4 methylenedioxy methamphetamine ) หรือเรียกง่ายๆ ว่า ยาอี นั่นเอง 

แม้ว่า ณ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ก.พ. 2560) ยังไม่พบการขายยาเสพติดรูปแบบนี้ในประเทศไทย แต่ก็ควรระมัดระวังในการดื่มเครื่องดื่มหรืออาหารลักษณะคล้ายผงบ๊วยเจือปนไว้ด้วย 
หากพบเห็นยาเสพติดรูปแบบนี้สามารถแจ้งเบาะแสไปที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป                                                                             

รู้อย่างงี้ก็อย่าเพิ่งตกใจไป ก่อนจะแชร์อะไร มาเช็คให้ชัวร์กับ อย. กันก่อนดีกว่านะ                                                                      

เพจทนายฯ แฉ 6 ยาเสพติดตัวท็อปของวัยรุ่น ‘แมว-ยาเสียสาว’

ในโรงเรียนแพทย์อาจไม่มีสอนแต่หมอต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ หมอผู้ชายน่าจะพอรู้บ้างแต่แพทย์หญิง 99% ผมว่าไม่รู้ พ่อแม่เด็กก็ควรอ่านนะครับ

1. ยาอี หรือ ยาเลิฟ (Ecstasy)
นิยมมากที่สุดในหมู่วัยรุ่นที่จัดปาร์ตี้ส่วนตัวที่ห้อง ที่เที่ยวกลางคืน กลุ่มวัยรุ่นที่มีฐานะนิยมมาก พกพาสะดวก มีสองรูปแบบ แบบแรกเป็นเม็ดขอบเรียบหรือมีรอยขีดแต่อีกด้านนึงจะพิมพ์รูปดอกไม้ สัตว์ต่างๆ หรือ ตัวอักษร เรียกว่า “Kitty” หรือ “Kitty Flipping” อีกรูปแบบจะเป็นผงเรียกว่า “Molly” ซึ่งนิยมน้อยกว่า วัยรุ่นจะเข้าใจเอาเองว่าปลอดภัยกว่า ยาบ้าหรือไอซ์ แต่หารู้ไม่ว่าออกฤทธิ์รุนแรงกว่าด้วยซ้ำไป กินง่าย ราคาไม่แรง วัยรุ่นจะบอกต่อกันมาว่าให้จัดคนละหนึ่งเม็ดไม่เกินนี้ มากกว่านี้อาจเสียชีวิต ไม่นิยมเอาไปผสมเหล้า วัยรุ่นเรียกว่า “หนม” ยาจะออกฤทธิ์ภายใน 30-45 นาที ทำให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย แต่ไม่หัวเราะ กระตุ้นความไวต่อการสัมผัสและอารมณ์ทางเพศ อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ร้อนง่าย มีโอกาสเกิดภาวะ Hyperthermia กระตุ้นให้เกิดภาวะขาดน้ำ คอแห้ง ยาออกฤทธิ์ยาวนาน 3-6 ชั่วโมง เพียงพอสำหรับการมีความสุขตลอดคืน
ยาเป็นอนุพันธ์ของ ยาบ้า 3,4 methylenedioxy methamphetamine (MDMA) หรือ 3,4-Methylenedioxy amphetamine (MDA) จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นและหลอนประสาทในเวลาเดียวกัน กระตุ้นการหลั่ง NE, Dopamine และ Serotonin ใน CNS และ ANS มีผลทั้ง Hyper- และ Hypotensive effect, vasoconstriction ในระดับยาที่สูงสามารถทำให้เกิด coronary vasospasm, myocardial ischemia (demand-supply mismatch) และ arrhythmia แม้ในคนปกติที่ไม่มีโรคหัวใจ

2. ยาเค หรือ ยามอมสาว (Ketamine)
นี่คือยายอดฮิตในการมอมสาว วัยรุ่นเรียกว่า “เค” “น้ำ” “ตบแป้ง” ผลิตออกมาในรูปของผงสีขาว ใช้สูดดม หรือ รูปน้ำ ฉีดเข้าเส้นเลือด ทั้งผงและน้ำสามารถเอามาผสมในเครื่องดื่ม สาวๆเวลาไปเที่ยวกลางคืนต้องระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อาจต้องถือเครื่องดื่มไว้กับตัวตลอดเวลา ถ้าผู้ชายจะลากเราไปฟันจะผสมเคตอนที่เราเผลอ แตกต่างจากยาอี เคจะออกฤทธิ์เร็วมาก ผู้เสพจะเหมือนวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง เกิดภาพฝัน หลอน ล่องลอยในอากาศ ร่างกายขยับไม่ได้ตามสมองสั่ง ไม่สามารถขัดขืนได้ทั้งๆที่เห็นอยู่ว่าโดนผู้ชายอุ้มออกมา อยากจะตะโกนให้คนช่วยก็ทำไม่ได้ ยาออกฤทธิ์เร็ว แต่อยู่ได้ไม่นานไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็หมดฤทธิ์ แต่กว่าจะฟื้นอาการต้องรอนานถึง 24 ชั่วโมง ที่สำคัญจะทำให้สูญเสียความทรงจำระยะสั้นไป ช่วงที่โดนยาจนตื่นอาจจะเลือนรางจำเหตุการณ์ไม่ได้ทั้งหมด ไม่ทำให้ปาร์ตี้สนุกเหมือนยาอี จึงนิยมใช้เพื่อมอมสาวไปฟัน

Ketamine เป็นยาสลบที่ใช้ในทางการแพทย์ก่อนผ่าตัด รูปแบบยาจริงเป็นของเหลว จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 กลุ่มที่ลักลอบเอา Ketamine มาใช้อาจทำให้ระเหยและเปลี่ยนยาเป็นรูปผง Ketamine กระตุ้น [Ca] influx เป็น direct myocardial stimulant ให้ผลทั้ง positive inotropic และ chronotropic effect กระตุ้นให้เกิด arrhythmia ได้โดยเฉพาะกลไกที่เป็น cAMP-mediated ทั้งหมด ดึง BP ให้สูงขึ้นได้มากๆ

3. แมว (Alprazolam)
เป็นยาที่หาซื้อได้ใน social network ราคาถูกที่สุดในทุกกลุ่ม วัยรุ่นเรียกว่า “เม็ดม่วง” หรือที่บางคนเรียกว่า “ยาเสียตัว” เม็ดเรียกว่า “ตัว” กินเรียกว่า “ตบ” อาการหลังกินวัยรุ่นเรียกว่า “เมาแมว” Alprazolam เป็นยานอนหลับที่ออกฤทธิ์รุนแรง ใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาอาการวิตกกังวลและช่วยให้นอนหลับ ลักษณะเป็นเม็ด นิยมผสมกินร่วมกับเหล้าเบียร์ ออกฤทธิ์ช้ากว่าเค แต่ฤทธิ์คงอยู่นานกว่า สามารถทำให้เสียความทรงจำได้เช่นเดียวกับเค หลังกินจะมีอาการง่วงซึม มึนงง สะลึมสะลือ ขาดสติ สูญเสียการทรงตัวและสูญเสียความทรงจำ สำหรับผู้ชายที่ลากสาวไปขืนใจ แมวจะต่างจากเค ตรงที่แมวจะหลับหรือหมดสติต่างจากเคที่ยังพอรู้ตัวและกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ แต่แมวราคาถูกกว่าหาซื้อได้ง่ายกว่า จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2

พบยาเสพติดชนิดใหม่ “ไดคลาซีแพม” เป็นครั้งแรกในไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจพบวัตถุออกฤทธิ์ชนิดใหม่ “ไดคลาซีแพม (Diclazepam)” ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นยาคลายเครียดในกลุ่มเบนโซไดอาซีปีน เช่นเดียวกับไดอาซีแพม แต่มีฤทธิ์รุนแรงกว่า 10 เท่า และยังไม่มีการควบคุมทางกฎหมาย โดยมีรายงานในต่างประเทศว่ามีการนำมาใช้ในทางที่ผิดและมีผู้เสียชีวิตจากการใช้ยานี้จำนวนมาก เตรียมเสนอข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาควบคุมทางกฎหมาย เฝ้าระวังการแพร่ระบาด และสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักยาและวัตถุเสพติด ได้รับของกลางจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2562 ลักษณะเป็นเม็ด กลมแบนสีฟ้า ด้านหนึ่งมีตัวอักษร “D A N” และตัวเลข “5 6 2 0” อยู่บนแต่ละข้างของขีดแบ่งครึ่งเม็ด อีกด้านหนึ่งมีตัวเลข “10” จำนวน 99,850 เม็ด ซึ่งจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และส่งตรวจพิสูจน์โดยสงสัยว่าเป็นยาไดอาซีแพม (Diazepam) ซึ่งจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 จากการตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการ ไม่พบไดอาซีแพม แต่ตรวจพบไดคลาซีแพม ที่ยังไม่มีการควบคุมทางกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งจากรายงานในต่างประเทศพบว่ามีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและเสียชีวิตด้วยยาชนิดนี้จำนวนมากโดยเฉพาะในทวีปยุโรป

นพ.โอภาส กล่าวต่ออีกว่า ไดคลาซีแพม เป็นยาคลายเครียดในกลุ่มเบนโซไดอาซีปีน เช่นเดียวกับ ไดอาซีแพม ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง และมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายไดอาซีแพม แต่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าประมาณ 10 เท่า สังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 แต่ไม่ได้มีการนำมาใช้เป็นยาทางการแพทย์ และไม่มีข้อมูลการศึกษาประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในมนุษย์ เนื่องจากพบว่าเสพติดได้ง่ายแม้ใช้ในขนาดปกติ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นสารที่ออกฤทธิ์ได้เช่นเดียวกันอีก 3 ชนิดก่อนขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะซึ่งสามารถตรวจพบได้นานถึง 10 วันหลังการใช้ จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ชนิดใหม่ที่มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและแพร่ระบาดมากในต่างประเทศ มักลักลอบขายทางอินเทอร์เน็ต

การใช้ยาติดต่อกันในขนาดที่สูงจะทำให้เกิดอันตรายจากการใช้ยาเกินขนาดได้ง่าย พบรายงานการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตจำนวนมาก ในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร, สวีเดน, เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ไดคลาซีแพม ร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่นๆ เช่น ออกซิโคโดน มอร์ฟีน และเฮโรอีน หรือใช้พร้อมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางเช่นเดียวกัน มีผลให้ปริมาณ ไดคลาซีแพม ในร่างกายสูงเกินขนาด ทำให้หายใจลำบาก โคม่า และเสียชีวิตได้ในที่สุด

“ไดคลาซีแพม ยังไม่ได้มีการควบคุมทางกฎหมายโดยสหประชาชาติ รวมทั้งในประเทศไทย แต่มีการควบคุมเช่นเดียวกับ ไดอาซีแพมในแคนาดา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ในสหราชอาณาจักรมีการควบคุมเมื่อ พ.ศ.2559 นอกจากนี้ยังมีการควบคุมแล้ว ในอีกหลายประเทศ เช่น เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, สวิสเซอร์แลนด์, ตุรกี และเกาหลีใต้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากข้อมูลการตรวจพบ ไดคลาซีแพมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการแพร่ระบาดแล้วในประเทศไทย ทั้งนี้ยาชนิดนี้ไม่มีการนำมาใช้ทางการแพทย์ แต่มีแนวโน้มการนำมาใช้ในทางที่ผิดสูง ดังนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะได้เสนอข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อใช้ในการพิจารณาควบคุมทางกฎหมาย เฝ้าระวังการแพร่ระบาด และสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป” นพ.โอภาส กล่าว

พบยาเสพติดชนิดใหม่ “ไดคลาซีแพม” เป็นครั้งแรกในไทย

ป.ป.ส. เผยยุโรปส่งยาอีเจาะตลาดไทย

ป.ป.ส. เผยยุโรปส่งยาอีเจาะตลาดไทย

14 มีนาคม 2563 | โดย กรกมล อักษรเดช 1,747

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เผยขบวนการค้ายาเสพติดจากยุโรป ส่งยาอีเข้าเจาะตลาดไทย หลังสถิติสกัดลำเลียงผ่านสนามบินระยะ 6 เดือนต้นทาง “เยอรมันนี โปรตุเกส ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สโลวีเนีย รวมกว่า 1 แสนเม็ด

วันที่14 มีนาคม 2563 นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า “ยาอี” หรือเอ็กซ์ตาซี ถูกลักลอบนำเข้าทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศจากทวีปยุโรปเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ช่วงวันที่ 9-10 มีนาคม 2563 เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ภารกิจสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Taskforce : AITF) สามารถตรวจยึดยาอีที่ถูกส่งมาจากเยอรมัน 3 กล่อง รวม 4,835 เม็ด และมีการขยายผลจับผู้เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและต่างชาติในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้รวม 11 คน

นายนิยม กล่าวว่า การจับยึดได้ยาอีข้างต้นแสดงให้เห็นว่ายังคงมีความพยายามนำเข้ายาอีจากประเทศแถบยุโรปอย่างต่อเนื่อง เพราะในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีการจับได้ถึง 15 ครั้ง ผู้กระทำผิด 20 คน เป็นชาวไทย 15 คน ชาวต่างชาติ 5 คน ยาอีรวม 105,382 เม็ด

158417428564
158417428525

โดยถูกลักลอบนำเข้ามาจากเยอรมันนีมากที่สุด 7 ครั้ง โปรตุเกส 3 ครั้ง ฝรั่งเศส 2 ครั้ง เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และสโลวีเนีย ประเทศละ 1 ครั้ง ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระยะหลังพบว่ามีการจัดส่งไปต่อไปหลากหลายจังหวัดมากขึ้น เชื่อว่าเป็นความพยายามของขบวนการค้าที่ต้องการขยายตลาดให้กว้างขึ้น

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ยาอีจัดอยู่ในยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โทษทางกฎหมายค่อนข้างหนักเช่น นำเข้ามีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หากจำหน่ายมีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท และสำหรับการเสพนอกจากมีโทษทางกฎหมายแล้ว ยังมีโทษต่อร่างกาย เพราะยาอีออกฤทธิ์ต่อระบบประสาททำให้เกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง และถ้าเสพเกินขนาดจะมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้

158417428549

นายนิยม กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาจะต้องลดลงจนอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ซึ่งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมทรัพยากรแก้ไขปัญหาในทุกมิติ และขอให้พยายามลดปัญหาให้ได้ในทุกวิถีทาง จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล

ทั้งนี้ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ ซึ่งหากพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

ป.ป.ส. เผยยุโรปส่งยาอีเจาะตลาดไทย

ยา party pills

ป.ป.ส. เผยยุโรปส่งยาอีเจาะตลาดไทย

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เผยขบวนการค้ายาเสพติดจากยุโรป ส่งยาอีเข้าเจาะตลาดไทย หลังสถิติสกัดลำเลียงผ่านสนามบินระยะ 6 เดือนต้นทาง “เยอรมันนี โปรตุเกส ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สโลวีเนีย รวมกว่า 1 แสนเม็ด

วันที่14 มีนาคม 2563 นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า “ยาอี” หรือเอ็กซ์ตาซี ถูกลักลอบนำเข้าทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศจากทวีปยุโรปเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ช่วงวันที่ 9-10 มีนาคม 2563 เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ภารกิจสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Taskforce : AITF) สามารถตรวจยึดยาอีที่ถูกส่งมาจากเยอรมัน 3 กล่อง รวม 4,835 เม็ด และมีการขยายผลจับผู้เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและต่างชาติในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้รวม 11 คน

นายนิยม กล่าวว่า การจับยึดได้ยาอีข้างต้นแสดงให้เห็นว่ายังคงมีความพยายามนำเข้ายาอีจากประเทศแถบยุโรปอย่างต่อเนื่อง เพราะในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีการจับได้ถึง 15 ครั้ง ผู้กระทำผิด 20 คน เป็นชาวไทย 15 คน ชาวต่างชาติ 5 คน ยาอีรวม 105,382 เม็ด

158417428564
158417428525

โดยถูกลักลอบนำเข้ามาจากเยอรมันนีมากที่สุด 7 ครั้ง โปรตุเกส 3 ครั้ง ฝรั่งเศส 2 ครั้ง เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และสโลวีเนีย ประเทศละ 1 ครั้ง ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระยะหลังพบว่ามีการจัดส่งไปต่อไปหลากหลายจังหวัดมากขึ้น เชื่อว่าเป็นความพยายามของขบวนการค้าที่ต้องการขยายตลาดให้กว้างขึ้น

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ยาอีจัดอยู่ในยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โทษทางกฎหมายค่อนข้างหนักเช่น นำเข้ามีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หากจำหน่ายมีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท และสำหรับการเสพนอกจากมีโทษทางกฎหมายแล้ว ยังมีโทษต่อร่างกาย เพราะยาอีออกฤทธิ์ต่อระบบประสาททำให้เกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง และถ้าเสพเกินขนาดจะมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้

158417428549

นายนิยม กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาจะต้องลดลงจนอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ซึ่งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมทรัพยากรแก้ไขปัญหาในทุกมิติ และขอให้พยายามลดปัญหาให้ได้ในทุกวิถีทาง จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล

ทั้งนี้ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ ซึ่งหากพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

ยาบ้า แชมป์ยาเสพติดส่งผู้เสพเข้าโรงพยาบาลสุงสุด

กรมการแพทย์ เผย “ยาบ้า” เป็นยาเสพติดอันดับหนึ่งที่ผู้ป่วยรักษาอาการยาเสพติดใช้มากที่สุด รองลงมาเป็น “เหล้า” โดยส่วนใหญ่อายุ 25-29 ปี ส่งผลกระทบทั้งต่อตนเองและสังคม

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากสถิติของผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดของ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ปี 2561 พบผู้ป่วยทั้งหมด 6,199 คน แบ่งเพศชาย 5,353 คน คิดเป็นร้อยละ 86.35 และเพศหญิง 846 คน คิดเป็นร้อยละ 13.65 โดยกลุ่มผู้ป่วยที่มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-29 ปี จำนวน 1,137 คน รองลงมาได้แก่ช่วงอายุระหว่าง 20 – 24 ปี จำนวน 1,116 คน และช่วงอายุระหว่าง 30-34 ปี จำนวน 963 คน ตามลำดับ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง ว่างงาน โดยประเภทยาเสพติดที่ผู้ป่วยใช้มากที่สุดคือยาบ้า จำนวน 3,369 คน รองลงมาได้แก่ สุรา จำนวน 1,050 คน

ทั้งนี้ ยาบ้าเป็นสารเสพติดออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง เมื่อเสพยาบ้าเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดอารมณ์สนุกสนาน กระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วง ไม่หิว ออกฤทธิ์นาน 8-24 ชั่วโมง การเสพยาบ้าซ้ำหลาย ๆ ครั้งใน 1 วัน ทำให้ปริมาณเมทแอมเฟตามีนในเลือดสูงขึ้น เกิดอาการประสาทหลอน หูแว่ว หวาดระแวง เห็นภาพหลอน คลุ้มคลั่ง ทำร้ายตัวเอง รวมถึงทำร้ายผู้อื่น และที่สำคัญที่สุดทำให้เกิดโรคสมองติดยา โดยสมองในส่วนการควบคุมความคิดจะถูกทำลาย ทำให้ผู้เสพมีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง และเกิดอาการทางจิตประสาท

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการ สบยช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ยาบ้าหรือสารเสพติดประเภทอื่น ๆ เกิดผลเสียทั้งต่อตนเองทำให้สุขภาพทรุดโทรม ภูมิคุ้มกันต่ำลงทำให้ติดโรคง่าย กล้ามเนื้อกระตุก ชัก เสียชีวิตได้และผลเสียต่อครอบครัวทำให้สัมพันธภาพในครอบครัวแย่ลงเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ครอบครัวแตกแยก หย่า ตลอดจนผลเสียต่อสังคมและชุมชนเมื่อใช้จนเกิดการเสพติด อาจเกิดปัญหาการลักขโมยในชุมชน ข่มเหง ทำร้ายผู้อื่น เกิดความไม่ปลอดภัยของคนในชุมชน

สำหรับครอบครัว ผู้ปกครอง สามารถป้องกันบุตรหลาน ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยการอบรมเลี้ยงดูให้ความอบอุ่น เอาใจใส่ ให้เวลา สอนให้เห็นถึงผลกระทบของยาเสพติด เป็นแบบอย่างที่ดี หากเกิดการพลาดพลั้งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว ต้องดูแลช่วยเหลืออย่างถูกต้อง และให้กำลังใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmnidat.go.th หรือเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดได้ที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่นอุดรธานี สงขลา และปัตตานี

ยาบ้า แชมป์ยาเสพติดส่งผู้เสพเข้าโรงพยาบาลสุงสุด

การรับประทานยาที่ถูกวิธี

การรับประทานยาที่ถูกวิธี

ยารับประทานเป็นรูปแบบยาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางมากที่สุด โดยทั่วไปการรับประทานยาขณะที่ยังท้องว่าง จะทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดีที่สุด แต่ยาบางชนิดอาจถูกกำหนดให้รับประทานในเวลาที่แตกต่างออกไป ด้วยเหตุผลอื่นๆ

วิธีรับประทานยามีหลายรูปแบบ ได้แก่

1. ยาก่อนอาหาร

ปกติให้รับประทานก่อนอาหาร (รวมทั้งนม ขนม ฯลฯ) 30-60 นาที (ระยะเวลาก่อนอาหารครึ่ง-1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่กระเพาะอาหารว่าง) ยาที่ให้กินก่อนอาหารมักเป็นยาที่มีข้อจำกัด หากกินลงไปแล้วมีอาหารร่วมอยู่ด้วยในกระเพาะอาหารจะลดการดูดซึมของยา ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่ได้ผลเลย ได้แก่ ยารักษาโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น เพนนิซิลลินวี, ไดคลอกซาซิลลิน และยาฮอร์โมนไทรอยด์ ลีโวไทรอกซิน จึงต้องแนะนำให้กินตอนท้องว่าง

นอกจากนั้นยาที่ใช้ป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน เช่น ไดเมนไฮดริเนท และยาเมโทโคลปราไมด์ ต้องกินก่อนอาหาร 30 นาที จึงจะได้ผลเต็มที่และป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนที่จะเกิดหลังจากผู้ป่วยกินอาหารได้

2. ยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที

ยาพร้อมอาหารให้รับประทานอาหารครึ่งหนึ่งแล้วรับประทานยา แล้วจึงรับประทานอาหารต่อจนอิ่ม ส่วนยาที่ต้องรับประทานหลังอาหารทันทีให้รับประทานอาหารคำสุดท้ายแล้วรับประทานยาทันที

ยาที่แนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันทีจะเป็นยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือทำให้เกิดอาการไซ้ท้อง หรือคลื่นไส้อาเจียนถ้ารับประทานตอนท้องว่าง

ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ได้แก่ แอสไพริน ยารักษาโรคปวดข้อบางชนิด การรับประทานยาเหล่านี้หลังอาหารทันทีจะช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารจากยาเหล่านี้ด้วย

3. ยาหลังอาหาร

ให้รับประทานหลังอาหาร 15-30 นาที

4. ยาระหว่างมื้ออาหาร

ให้รับประทานยาก่อนหรือหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง โดยถ้าเลือกรับประทานยาเป็นก่อนอาหารแล้วครั้งต่อไปก็ต้องรับประทานยาก่อนอาหรทุกครั้งของการรักษาคราวนั้นๆ

5. ยาก่อนนอน

รับประทานก่อนเข้านอน 15-30 นาที

6. ยาตามอาการต่างๆ

เช่น ยาพาราเซตามอล รับประทาน 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง เวลาปวด หมายความว่า รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เมื่อมีอาการปวด ถ้าต่อมามีอาการปวดอีกแต่ยังไม่ถึง 4-6 ชั่วโมง ยังไม่ควรรับประทานยานั้นซ้ำอีก เพราะอาจเกิดพิษจากยาเกินขนาดได้ ต้องรอให้ครบอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จึงจะรับประทานยาครั้งต่อไปได้

หมายเหตุ การลืมรับประทานยาครั้งหนึ่ง ให้รีบรับประทานทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้ถึงเวลามื้อต่อไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเสีย อย่าเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าในมื้อต่อไปเป็นอันขาด

นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังหรือคำแนะนำในการรับประทานยาต่างๆ ที่ควรใส่ใจ ตัวอย่างเช่น

– ควรรับประทานยานี้หลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง เช่น ยาลดกรด สำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าเป็นแผลในกระเพาะอาหาร แพทย์มักสั่งให้กินหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง เนื่องจากระดับของกรดในกระเพาะอาหารจะมีปริมาณสูงสุดในช่วง 1-2 ชั่วโมงหลังอาหาร นอกจากนี้แพทย์ยังสั่งให้กินยาลดกรดก่อนนอนด้วย เพราะในช่วงกลางคืนจะมีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารออกมากเช่นกัน

– รับประทานยานี้แล้วควรดื่มน้ำมากๆ อาจแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้อาเจียนมาก นอกจากควรกินยาหลังอาหารทันทีแล้วยังต้องดื่มน้ำตามมากๆ ด้วย เพื่อลดผลข้างเคียงของยา อีกกรณีหนึ่งคือ เป็นยาที่ตกตะกอนในไตได้ง่าย จึงต้องดื่มน้ำตามมากๆ ยาพวกนี้ ได้แก่ ยาพวกซัลฟา

– รับประทานยานี้แล้วอาจง่วงนอน ยาที่รับประทานแล้วทำให้ง่วงนอน ผู้ใช้ยาจะต้องระมัดระวังเมื่อขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ยาประเภทนี้มักเป็นยาแก้แพ้สำหรับผื่นคัน/ลมพิษ (เช่น ไฮดร็อกไซซิน) หรือยาที่ใช้ลดน้ำมูก (เช่น คลอเฟนนิรามีน) ยาป้องกันการเมารถ/เรือ (เช่น ไดเมนไฮดริเนท) เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงนอน เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง จึงควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล

ยาที่มีผลกดประสาทโดยตรง ได้แก่ ยาคลายเครียด (เช่น ไดอะซีแพม) ยานอนหลับ ก็ต้องมีคำเตือนเหล่านี้เช่นกัน และที่สำคัญ การรับประทานยาที่มีผลต่อระบบประสาทเหล่านี้ ควรต้องงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาดองต่างๆ โดยเด็ดขาด

– ควรรับประทานยานี้ติดต่อกันทุกวันจนยาหมด ยาบางชนิดเป็นยาสำหรับบรรเทาอาการ เมื่อหายแล้วหรืออาการดีขึ้นก็สามารถหยุดใช้ยาได้ แต่ยารักษาโรคติดเชื้อ เช่น อะม็อกซีซิลลิน อีริโธรมัยซิน จำเป็นต้องรับประทานเพื่อรักษาโรคอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง จะนานแค่ไหนขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรคซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดให้ เช่น ต้องกินยาติดต่อกัน 7-10 วัน เพื่อให้แน่ใจว่ายาได้ไปทำลายเชื้อโรคหมดสิ้นแล้ว ไม่หลงเหลือให้กระตุ้นการดื้อยาได้

คำแนะนำการรับประทานยาเป็นช่วงระยะเวลาติดต่อกันนี้ ยังอาจพบในโรคบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิด หรือโรคแผลในทางเดินอาหารซึ่งอาจต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องนานถึง 6 สัปดาห์จึงจะสามารถทำให้แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้สมานได้เป็นปกติ หากไม่ทำตามคำแนะนำนี้ก็อาจต้องกลับเป็นแผลซ้ำอีกได้

– เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน ได้แก่ ยาลดกรดชนิดเม็ด หรือยาขับลมชนิดเม็ด จะมีคำแนะนำให้เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน ทั้งนี้เพื่อหวังผลให้ยาที่ถูกเคี้ยวแล้วนั้นกระจายตัวในส่วนของทางเดินอาหารได้อย่างทั่วถึง ทำให้ได้ผลจากการักษาที่ดีที่สุด

การรับประทานยาที่ถูกวิธี

อันตรายจากการใช้ “ยาแก้ปวด” เป็นประจำ-กินทั้งๆ ที่ไม่มีอาการปวด

อันตรายจากการใช้ “ยาแก้ปวด” เป็นประจำ-กินทั้งๆ ที่ไม่มีอาการปวด

“ยาแก้ปวด” เป็นยาสามัญประจำบ้านของใครหลายๆ คน ปวดศีรษะก็หยิบยาแก้ปวดมารับประทาน แม้ว่าจะเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงต่ำ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถหยิบมารับประทานได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องระมัดระวัง เพราะหากรับประทานพร่ำเพรื่อ อาจอันตรายต่อร่างกายจนถึงชีวิตได้เลยทีเดียว

นายแพทย์พรณรงค์ ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ระบุว่า ไม่ควรยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ เพราะหากใช้ไม่ถูกต้องจะทำให้ไม่สามารถบรรเทา หรือรักษาอาการปวดได้เลย อาจได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยา พร้อมแนะวิธีเลือกใช้ยาแก้ปวดอย่างถูกต้องหากไม่เข้าใจปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยจากการใช้ยา


อันตรายจากการรับประทานยาแก้ปวดบ่อยเกินไป

กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้สำหรับอาการปวดไม่รุนแรง เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ เนื่องจากจะมีผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ 

  • ระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ ปวดท้อง เป็นแผลบริเวณทางเดินอาหาร  
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อาจรุนแรงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลอดเลือดสมองอุดตัน  
  • ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม มึนงง ซึมเศร้า  
  • ระบบเลือดจะขัดขวางการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด มีผลต่อการทำงานของไตโดยทำให้ไตบวม ระดับโปแตสเซียมและโซเดียมในเลือดสูงและไตวาย 
  • ผิวหนัง ทำให้มีอาการผื่นคันผิวหนังพอง บางรายอาจมีการแพ้แสงแดด 
  • ยาพาราเซตามอลหากใช้ยาเกินปริมาณที่แนะนำอาจจะนำไปสู่การเกิดพิษต่อตับ จนนำไปสู่ภาวะตับวาย และเสียชีวิตในที่สุด

 วิธีใช้ยาแก้ปวดที่ถูกต้อง ไม่เสี่ยงอันตราย

  1. ใช้ยาเฉพาะที่จำเป็น ไม่รับประทานยาแก้ปวด เพื่อป้องกันอาการปวดล่วงหน้า เพราะเป็นความเข้าใจที่ผิดที่ว่าจะช่วยป้องกันอาการปวดที่ยังไม่เกิดขึ้นล่วงหน้าได้
  2. ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยถ้าเป็นยาแก้ปวดขนาด 325-500 มิลลิกรัม ควรเว้นระยะห่าง 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นยาแก้ปวดขนาด 1,000 มิลลิกรัม ควรเว้นระยะห่าง 6-8 ชั่วโมง และไม่ควรกินติดต่อกันนานเกิน 7 วัน
  3. ใช้ยารักษาอาการปวดอย่างถูกต้องโดยใช้ยาตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด 
  4. ห้ามใช้ยาเกินขนาด ใช้บ่อยกว่า หรือใช้เป็นระยะเวลานานกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก หรือเอกสารกำกับยา หรือแพทย์สั่ง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือเสียชีวิตได้
  5. ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการใช้ยาแก้ปวด เพราะอาจเพิ่มอาการข้างเคียงของยามากขึ้น 


ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

ผู้ประกอบการโพสต์เตือนภัย พบหนุ่มลอบใส่ยาบ้าในมะขาม หวังส่งไปเกาหลี

ผู้ประกอบการโพสต์เตือนภัย พบหนุ่มลอบใส่ยาบ้าในมะขาม หวังส่งไปเกาหลี

แฉกลโกง ขบวนการส่งยาเสพติด ลอบยัดใส่มะขามอ้างเป็นสินค้า หวังส่งต่อไปต่างประเทศ 

สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ รับ-ส่งพัสดุโพสต์แจ้งเตือน หลังพบพฤติกรรมผิดปกติของขบวนการส่งยาเสพติด  โดยระบุว่า

“เตือนภัยแม่ค้าทุกท่านนะคะ บุคคลนี้ เป็นภัยต่อสังคม ให้ระวังไว้ด้วย จะส่งสินค้าไปประเทศเกาหลี แต่แอบเอายาเสพติด ยัดใส่มะขาม อย่าให้มีที่ได้ยืนในสังคม ขอบคุณคุณตำรวจ สน. คลองตันที่ช่วยดูแลคดีนี้ให้”

ขณะที่ผู้คนในสังคมออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของคนร้าย เรื่องราวดังกล่าวถูกแจ้งเตือนในกลุ่มผู้ให้บริการรับส่งพัสดุทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ